สนค.เปิด 3 ฉากทัศน์ส่งออกปี 69 ลุ้นโต 8% รับอานิสงส์ AI-Data Center
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการประเมินทิศทางการค้าระหว่างประเทศตลอดทั้งปี 2569 โดย สนค. ได้เตรียมการประเมินภาพรวมการส่งออกไว้ 3 ฉากทัศน์ ซึ่งประเมินจากปัจจัยหลักด้านวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ดัชนีภาคการผลิตโลกที่ยังคงขยายตัวอยู่เหนือระดับ 50 ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 8 รวมถึงความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และภาวะเงินเฟ้อที่อาจกระทบต่อกำลังซื้อ
รายละเอียด 3 ฉากทัศน์การส่งออกปี 2569
- กรณีที่ดีที่สุด (Best Case) คาดการณ์ขยายตัว 8% มูลค่าประมาณ 366,805.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีเงื่อนไขว่าวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ต้องเติบโตต่อเนื่องตามความต้องการ Data และ AI เศรษฐกิจโลกไม่ชะลอตัวรุนแรง และความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน บรรเทาลงในไตรมาสที่ 2
- กรณีฐาน (Base Case) คาดการณ์ขยายตัว +3% มูลค่าประมาณ 349,824.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายใต้สถานการณ์ที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่กระทบต่อเส้นทางเดินเรืออย่างรุนแรง รวมถึงผลกระทบจากเงินเฟ้อและเศรษฐกิจโลกชะลอตัวยังอยู่ในระดับที่รับได้
- กรณีต่ำสุด (Worst Case) คาดการณ์หดตัว -3% มูลค่าประมาณ 329,416 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อต่อเนื่อง ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจโลกและอุปสงค์ชะลอตัว ตลอดจนอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น
การส่งออกเดือนมีนาคม 2569 ทำนิวไฮ
ตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือนมีนาคม 2569 มีมูลค่าสูงถึง 35,157.1 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินบาทที่ 1.08 ล้านล้านบาท ขยายตัวสูงถึง 18.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือเป็นตัวเลขมูลค่าการส่งออกเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ปัจจัยหลักมาจากความต้องการสินค้าเทคโนโลยี AI และ Data Center ทำให้กลุ่มเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เติบโตสูง นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสนับสนุนระยะสั้นจากการผ่อนคลายมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ที่ช่วยเร่งคำสั่งซื้อสินค้าอุตสาหกรรมในช่วงที่ผ่านมา
ขณะที่การนำเข้าในเดือนเดียวกันมีมูลค่า 38,496.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 35.7% หรือคิดเป็นเงินบาทกว่า 1.2 ล้านล้านบาท ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าที่ 3,339.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 118,652 ล้านบาท จากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ที่ส่งผลกระทบต่อการขนส่งและระบบโลจิสติกส์
ภาพรวมไตรมาสแรกปี 2569
ภาพรวมการค้าระหว่างประเทศในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค.-มี.ค.) การส่งออกของไทยมีมูลค่าสะสมรวม 96,169.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 17.6% หรือคิดเป็นมูลค่าเงินบาทที่ 2.98 ล้านล้านบาท ส่วนการนำเข้ามีมูลค่าสะสม 105,646.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 32.4% หรือคิดเป็นเงินบาท 3.317 ล้านล้านบาท ทำให้ในไตรมาสแรกของปีนี้ ไทยมียอดขาดดุลการค้ารวมทั้งสิ้น 9,476.6 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 336,518 ล้านบาท
ตลาดส่งออกโดดเด่นและสินค้าขายดี
ในด้านการส่งออกรายตลาดประจำเดือนมีนาคม 2569 ตลาดที่โดดเด่นและมีอัตราการขยายตัวสูงสุด ได้แก่ ตลาดเอเชียใต้ขยายตัว 123.3% ตลาดออสเตรเลียขยายตัว 56.2% ตลาดลาตินอเมริกาขยายตัว 26.2% สหภาพยุโรปขยายตัว 21.9% และตลาดสหรัฐอเมริกาขยายตัว 11.9% ขณะที่ไทยยังคงได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูงถึง 7,126 ล้านเหรียญสหรัฐในเดือนเดียว ในทางตรงกันข้าม ตลาดตะวันออกกลางได้รับผลกระทบจากสงครามอย่างหนักทำให้ยอดส่งออกหดตัวรุนแรงถึง 57.1% นอกจากนี้ ตลาดจีนหดตัวเล็กน้อย 1.1% ซึ่งไทยยังคงขาดดุลการค้ากับจีนสูงถึง 7,323.3 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากการเร่งนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูปเพื่อนำมาผลิตเป็นสินค้าส่งออก
สำหรับสินค้าส่งออกที่เติบโตโดดเด่น ยังคงกระจุกตัวอยู่ในหมวดสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 24 ได้แก่ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัว 166.6% อัญมณีและเครื่องประดับที่ไม่รวมทองคำ ขยายตัว 86.4% เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ขยายตัว 34.2% เหล็กและผลิตภัณฑ์ขยายตัว 35.9% หม้อแปลงไฟฟ้า ขยายตัว 29.6%
ทางด้านหมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรก็มีสินค้าดาวเด่นที่น่าสนใจ โดยสามารถกลับมาขยายตัวได้อีกครั้งในรอบ 3 เดือน ได้แก่ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ขยายตัว 250.8% น้ำตาลทราย พลิกกลับมาขยายตัว 15.8% อาหารสัตว์เลี้ยง ขยายตัว 4%
ในขณะที่หมวดสินค้าเกษตรแม้ภาพรวมจะยังคงหดตัวจากปัจจัยของยางพาราและไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง แต่ยังมีสินค้าที่โตสวนกระแส คือ มังคุดสด ขยายตัว 491.1% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 และกลุ่มเครื่องเทศและสมุนไพร ขยายตัว 29.9%
แนวโน้มเดือนเมษายนและปัจจัยเฝ้าระวัง
ส่วนแนวโน้มการส่งออกในเดือนเมษายน 2569 คาดว่ายังสามารถขยายตัวเป็นบวกได้ จากปัจจัยหนุนของวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังคือการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะตลาดสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย โดยพบว่าอัตราเงินเฟ้อในเดือนมีนาคมขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 3.3% ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพและทำให้ผู้บริโภคกว่า 56% เริ่มลดค่าใช้จ่าย หากเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องตามคาดการณ์ที่ 4.8% ในเดือนเมษายน อาจส่งผลกระทบต่ออุปสงค์การนำเข้าสินค้าจากไทยในอนาคต โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป



