สว. เสนอรื้อโครงสร้างภาษีไทย ปรับ VAT 10% เก็บภาษีป้ายนักการเมือง-ภาษีบ้านเกิด
สว. เสนอรื้อโครงสร้างภาษีไทย ปรับ VAT 10%

สว. เสนอแนวทางรื้อโครงสร้างภาษีไทย ปรับ VAT 10% เก็บภาษีป้ายนักการเมืองอวยพรและภาษีบ้านเกิด

คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ได้เสนอแนวทางการศึกษาเรื่อง “แนวทางการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทย” โดยชี้ว่า ระบบภาษีอากรของประเทศไม่ได้มีการปรับปรุงมานานมาก และถูกนำมาใช้สนองนโยบายทางการเมืองในหลายวัตถุประสงค์ ขณะที่รัฐบาลประสบปัญหาขาดดุลการคลังอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากรายได้ของภาครัฐไม่เพียงพอกับรายจ่ายต่อเนื่องกันมาอย่างยาวนาน

ฐานะการคลังมีแนวโน้มขาดดุลเพิ่มขึ้นทุกปี เฉลี่ย 4% ของ GDP ของประเทศ ซึ่งเกินกว่าสัดส่วนการขาดดุลงบประมาณตามกรอบความยั่งยืนทางการคลัง ที่กำหนดไว้ไม่ควรเกิน 3% ต่อ GDP ของประเทศ

ข้อเสนอหลักในการปรับโครงสร้างภาษี

คณะกรรมาธิการฯ เสนอการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทยในหลายด้าน เพื่อหาเงินเข้ารัฐและแก้ปัญหาการขาดดุล โดยมีข้อเสนอสำคัญดังนี้:

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  • ปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% เพื่อใช้พัฒนาสวัสดิการของรัฐและรองรับสังคมสูงอายุ พร้อมให้ร้านทุกร้านออกใบกำกับภาษีแบบอิเล็กทรอนิกส์ และกำหนดนโยบายสลากกินแบ่งในรูปแบบใบเสร็จ หรือ “ลอตเตอรี่ใบเสร็จไทย”
  • เก็บภาษีจัดเก็บจากฐานการบริโภค เช่น ภาษีขายหุ้น ภาษีจากการซื้อขายทองคำ (ทั้งทองคำจริง แพลตฟอร์ม และ Paper Gold) ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรสำหรับคนไทยและต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่
  • เก็บภาษีเพื่อสุขภาพ เช่น ภาษีสุรา ภาษียาสูบ ภาษีค่าความหวาน ภาษีโซเดียม ภาษีของทอดและไขมันทรานส์ เพื่อปรับพฤติกรรมลดการบริโภคและลดภาระค่ารักษาพยาบาล
  • เก็บภาษีสิ่งแวดล้อม เช่น ภาษีคาร์บอน โดยเร่งให้ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าสู่การพิจารณา
  • เก็บภาษีป้ายนักการเมืองอวยพรในเทศกาลต่างๆ รวมถึงภาษีการรับมรดก โดยทบทวนปรับลดเพดานมูลค่ากองมรดก 100 ล้านบาทให้เหมาะสม
  • ศึกษาภาษีบ้านเกิด (Home Town Tax) โดยให้ประชาชนจ่ายภาษีบริจาคให้เงินท้องถิ่นที่ตนต้องการ เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทในการหารายได้ภาษีด้วยตนเอง

การปรับปรุงระบบการจัดเก็บภาษีและนโยบายเสริม

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอเพื่อเพิ่มศักยภาพทางการคลัง เช่น:

  1. เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อพัฒนาระบบการจัดเก็บภาษีให้มีประสิทธิภาพ
  2. ปรับโครงสร้างองค์กรจัดเก็บภาษี โดยยกระดับให้กรมสรรพากรแปลงสภาพเป็น “องค์กรจัดเก็บภาษีแห่งชาติ” ที่มีคณะกรรมการบริหารอย่างอิสระ ลดอิทธิพลจากฝ่ายการเมือง
  3. ขยายอายุเกษียณ จากเดิม 60 ปี เป็น 65 ปี ภายในปี 2573 พร้อมพัฒนาทักษะให้แก่ผู้สูงอายุเพื่อให้เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ
  4. เก็บภาษีจากฐานรายได้ เช่น ขึ้นทะเบียนผู้มีเงินได้ทุกคน เชื่อมกับฐานข้อมูลสวัสดิการแห่งรัฐ และเพิ่มการหักค่าลดหย่อนบุตร
  5. เก็บภาษีจากธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เช่น แพลตฟอร์ม TikTok, eBay, และ Alibaba ที่มีรายรับในประเทศไทย อัตรา 20% รวมถึงจัดเก็บ Global Minimum Tax 15% หรืออาจสูงกว่าภายในปี 2570

เป้าหมายของการปรับโครงสร้างภาษีนี้คือเพื่อสร้างความเป็นธรรม มีประสิทธิภาพในการแข่งขัน ลดความเสี่ยงทางการคลัง (ขาดดุลงบประมาณและรายจ่ายสังคมสูงอายุ) ขยายฐานภาษีโดยสร้างแรงจูงใจให้ผู้มีรายได้ทุกคนเข้าสู่ระบบ และส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว

ข้อมูลจาก PPTV Online เผยแพร่เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ระบุว่า การเสนอแนวทางนี้เกิดขึ้นในบริบทที่รัฐบาลต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากแนวโน้มสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ในช่วงปี พ.ศ. 2570 - 2572 สูงขึ้นจนมีความเสี่ยงเข้าใกล้ระดับเพดานหนี้