เจาะลึกกองทุน Unhedged: เปลี่ยนวิกฤติเงินบาทอ่อนเป็นโอกาสทำกำไร
กองทุน Unhedged: เปลี่ยนบาทอ่อนเป็นโอกาสทำกำไร

เจาะลึกกองทุน Unhedged: เปลี่ยนวิกฤติเงินบาทอ่อนเป็นโอกาสทำกำไร

ในโลกของการลงทุน สถานการณ์ที่ดูเหมือนวิกฤติอย่าง "เงินบาทอ่อนค่า" อาจกลายเป็น "โอกาสทอง" สำหรับนักลงทุนที่เข้าใจกลไกของกองทุนต่างประเทศแบบ Unhedged ซึ่งเป็นกองทุนที่ไม่ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน โดยสามารถเปลี่ยนความผันผวนของค่าเงินให้เป็นกำไรเพิ่มเติมได้ แม้ในวันที่ราคาหุ้นไม่ขยับเลยก็ตาม

ความเสี่ยงสองเด้งในการลงทุนต่างประเทศ

เมื่อลงทุนในกองทุนรวมที่ไปลงทุนในหุ้นต่างประเทศ (Foreign Investment Fund - FIF) ผลกำไรหรือขาดทุนมักมาจากสองส่วนประกอบกันเสมอ คือ ราคาสินทรัพย์ที่กองทุนซื้อไว้ เช่น หุ้นหรือทองคำ ซึ่งอาจขึ้นหรือลง และอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทกับสกุลเงินของประเทศที่ลงทุน เพื่อจัดการกับความวุ่นวายเรื่องค่าเงิน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) จึงสร้างทางเลือกในการจัดการค่าเงินให้กับนักลงทุนสองแบบหลักๆ ได้แก่ Hedged และ Unhedged

กองทุน Hedged vs Unhedged: ต่างกันอย่างไร?

ลองจินตนาการว่า คุณเอาเงิน 3,000 บาทไปแลกเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐที่อัตราแลกเปลี่ยน 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เพื่อซื้อหุ้นอเมริกา 1 หุ้น ผ่านไปหนึ่งปี ราคาหุ้นไม่ขยับ แต่เงินบาทอ่อนค่าลงเป็น 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  • กองทุนแบบ Hedged (ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน): กองทุนนี้ทำสัญญาซื้อขายเงินตราล่วงหน้าเพื่อล็อกอัตราแลกเปลี่ยนไว้ที่ประมาณ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น เมื่อขายหุ้น 100 ดอลลาร์สหรัฐ จะได้เงินคืน 3,000 บาทเท่าเดิม ผลตอบแทนเป็น 0% เพราะราคาหุ้นไม่เปลี่ยนแปลง กองทุนแบบนี้จึงมีความนิ่งและคาดเดาง่าย
  • กองทุนแบบ Unhedged (ไม่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน): กองทุนนี้ปล่อยให้ค่าเงินไหลไปตามธรรมชาติ เมื่อขายหุ้น 100 ดอลลาร์สหรัฐ จะแลกกลับเป็นเงินบาทในอัตราปัจจุบันที่ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ผลลัพธ์คือได้เงินคืน 3,500 บาท เท่ากับกำไรฟรี 500 บาท หรือประมาณ 16% ทั้งที่ราคาหุ้นไม่ได้ขึ้นเลย นี่คือเสน่ห์ของกองทุน Unhedged ในช่วงเงินบาทอ่อน

ข้อควรระวังและความเสี่ยงของกองทุน Unhedged

แม้กองทุน Unhedged จะมีโอกาสทำกำไรได้มากขึ้น แต่ทิศทางค่าเงินเป็นสิ่งที่คาดเดายากที่สุด หากสถานการณ์พลิกกลับและเงินบาทแข็งค่า เช่น จาก 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งขึ้นเป็น 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ กำไรจากค่าเงินที่เคยได้อาจหายวับไปกับตา และหากราคาหุ้นในพอร์ตตกลงด้วย อาจทำให้ขาดทุนสองเด้ง ทั้งขาดทุนหุ้นและขาดทุนค่าเงิน หรือแม้ราคาหุ้นพุ่งขึ้น 10% แต่ถ้าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 10% เหมือนกัน กำไรจากหุ้นก็อาจถูกหักล้างจนเหลือ 0% เมื่อแปลงกลับเป็นเงินบาท

เลือกกองทุนแบบไหนให้เหมาะกับเรา?

การเลือกลงทุนในกองทุน Hedged หรือ Unhedged ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของแต่ละบุคคลเป็นหลัก

  • กองทุนแบบ Hedged: เหมาะกับนักลงทุนที่ไม่มีเวลาติดตามข้อมูลการลงทุน ต้องการให้มืออาชีพดูแล และเหมาะกับนักลงทุนในระยะยาว เพราะช่วยให้ได้รับผลตอบแทนตามนโยบายการลงทุนจริงๆ โดยไม่ต้องกังวลถึงความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
  • กองทุนแบบ Unhedged: เหมาะกับนักลงทุนที่เก็งกำไรระยะสั้นๆ และมีเวลาติดตามแนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด ซึ่งต้องอาศัยการประเมินจากมุมมองค่าเงินบาทอย่างรอบคอบ

การเปิดรับความเสี่ยงเรื่องค่าเงินอาจเพิ่มโอกาสทำกำไรได้มากขึ้น แต่ก็อาจแลกมากับความเสี่ยงที่ค่าเงินบาทไม่เป็นไปตามที่คาดคิดไว้ได้เช่นกัน ดังนั้น นักลงทุนควรพิจารณาความเสี่ยงที่ยอมรับได้และเป้าหมายการลงทุนของตนเองอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจเลือกกองทุนที่เหมาะสม