ทิสโก้เร่งทำ Stress Test รับความเสี่ยงตะวันออกกลาง ย้ำพอร์ตสินเชื่อแกร่ง มุ่ง JUMP+ สร้างเติบโตยั่งยืน
ทิสโก้ทำ Stress Test รับความเสี่ยงตะวันออกกลาง มุ่ง JUMP+

ทิสโก้เร่งประเมินความเสี่ยงจากตะวันออกกลาง ย้ำพอร์ตสินเชื่อยังแข็งแกร่ง

นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยบริษัทได้ดำเนินการประเมินความเสี่ยงและทำ Stress Test หลายสถานการณ์ เพื่อเตรียมรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

การประเมินความเสี่ยงและมาตรการรับมือ

ทิสโก้ได้ทำ Risk Assessment และ Stress Test ครอบคลุมกรณีต่างๆ เช่น ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น และปัญหา Supply Disruption เพื่อประเมินผลกระทบต่อภาคธุรกิจและลูกค้า พร้อมเตรียมแผนดูแลสภาพคล่องและปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกัน หากลูกหนี้เริ่มมีปัญหาในการชำระหนี้

นายศักดิ์ชัย มองว่าไทยเคยผ่านวิกฤตสำคัญมาแล้วหลายครั้ง ทั้งวิกฤตการเงินโลก น้ำท่วม และโควิด-19 จึงเชื่อว่าหากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน จะสามารถผ่านความไม่แน่นอนครั้งนี้ไปได้ อย่างมาตรการ “คุณสู้ เราช่วย” ที่ช่วยให้ลูกหนี้กลับมาชำระหนี้ได้ถึง 90% แต่ย้ำว่าการช่วยเหลือต้องไม่กระทบวินัยทางการเงินหรือสร้าง Moral Hazard

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

สถานะธุรกิจสินเชื่อและแนวโน้มดอกเบี้ย

ในด้านธุรกิจสินเชื่อ บริษัทประเมินว่าอุปสงค์ยังมี โดยเฉพาะในช่วงงานมอเตอร์โชว์ปลายเดือนนี้ อาจเห็นผู้บริโภคเปลี่ยนจากรถยนต์ใช้น้ำมันไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) มากขึ้นตามทิศทางราคาพลังงาน ขณะที่พอร์ตสินเชื่อปัจจุบันยังไม่พบสัญญาณลูกหนี้สะดุดชำระในระยะสั้น แต่ยังคงตั้งสำรองด้วยความระมัดระวัง

โครงสร้างธุรกิจหลักยังขับเคลื่อนผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
  • Retail Banking (สินเชื่อเช่าซื้อและทะเบียนรถ)
  • Corporate Banking ที่เน้นกลุ่มพลังงานและอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่มีรายได้ประจำ เช่น REIT และคลังสินค้า
  • Wealth Management ที่มีจุดแข็งด้านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งบริษัทมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1

นอกจากนี้ ทิศทางดอกเบี้ยขาลง ถือเป็นปัจจัยบวกต่อบริษัท เนื่องจากช่วยลดต้นทุนทางการเงิน โดยพอร์ตสินเชื่อกว่า 70% เป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยมีแนวโน้มขยายตัว รองรับต้นทุนความเสี่ยงที่อาจเพิ่มขึ้นในภาวะเศรษฐกิจเปราะบาง ขณะเดียวกัน พอร์ตสินเชื่อธุรกิจในกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์ ยังมีแหล่งรายได้ที่มั่นคง ส่วนกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เน้นโครงการที่มีรายได้ประจำ ทำให้ยังบริหารความเสี่ยงได้

เป้าหมายระยะข้างหน้าและโครงการ JUMP+

สำหรับเป้าหมายระยะข้างหน้า บริษัทตั้งเป้ารักษาผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) ให้อยู่ในระดับ 15–17% ต่อเนื่องในช่วง 3 ปี จากอดีตที่อยู่ในช่วง 15–20% เพื่อรักษาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการยกระดับธรรมาภิบาล โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนกรรมการอิสระเกินครึ่งหนึ่ง และเดินหน้าต่อต้านคอร์รัปชันต่อเนื่อง รวมถึงขยายความร่วมมือไปยังพันธมิตร

กลุ่มทิสโก้ ได้ประกาศเข้าร่วมโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่มุ่งสนับสนุนการยกระดับศักยภาพของบริษัทจดทะเบียน และส่งเสริมการสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืนให้กับระบบตลาดทุนไทย

การเข้าร่วมครั้งนี้สะท้อนเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมีคุณภาพ โปร่งใส และมั่นคง เพื่อผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน โดยยึดแนวคิด “ธุรกิจสร้างคุณค่า วัฒนาสู่สังคม” เป็นหัวใจหลักของการพัฒนาองค์กร

พร้อมกำหนดกรอบการดำเนินงานผ่านโครงการ JUMP+ ในสามมิติสำคัญ ได้แก่

  1. ด้านธุรกิจ (Business Growth Plan)
  2. ด้านธรรมาภิบาล (Governance Plan)
  3. ด้านสิ่งแวดล้อม (Climate Action)

ซึ่งเป็นรากฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืน ทิสโก้มองว่าโครงการนี้เป็นช่องทางสำคัญในการยกระดับการสื่อสารกับนักลงทุน โดยเฉพาะในช่วงที่ฐานผู้ถือหุ้นรายย่อยเพิ่มขึ้นจากราว 8,000–9,000 รายเมื่อ 12 ปีก่อน เป็นกว่า 110,000 รายในปัจจุบัน ผ่านการเปิดเผยแผนธุรกิจล่วงหน้า 3 ปี และกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน

แม้หุ้น TISCO จะมี Price to Book Value ราว 2 เท่า ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม Undervalue แต่บริษัทมองว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยให้นักลงทุนเข้าใจธุรกิจมากขึ้น และประเมินมูลค่าได้สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน ขณะที่มุมมองนักลงทุนต่างชาติยังเห็นว่าโครงการลักษณะนี้ช่วยสร้าง Commitment และยกระดับมูลค่าตลาดในระยะยาว