หลังจากประเด็น "ค่าไฟสาธารณะ" กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคมว่าทำไมประชาชนต้องร่วมจ่ายค่าไฟส่องสว่างตามท้องถนนผ่านบิลรายเดือน วันนี้มาเจาะลึกอีก 2 ประเด็นที่เกี่ยวข้องและน่าสนใจ คือ สถิติการใช้ไฟสาธารณะในประเทศไทย และการลักลอบใช้ไฟหลวงโดยไม่ได้รับอนุญาต
สถิติการใช้ไฟสาธารณะในประเทศไทย
จากข้อมูลปริมาณการใช้ไฟฟ้ารายจังหวัดสาขา ปี 2566 ของสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงพลังงาน ซึ่งมีการแยกประเภทการใช้ไฟฟ้าในแต่ละจังหวัด ออกเป็น 12 ประเภท คือ บ้านที่อยู่อาศัย, กิจการขนาดเล็ก, กิจการขนาดกลาง, กิจการขนาดใหญ่, กิจการเฉพาะอย่าง, ไฟสำรอง, ไฟที่สามารถงดจ่ายไฟฟ้าได้, ไฟฟ้าสาธารณะ, ราชการ/รัฐวิสาหกิจ, การสูบน้ำ, ไฟฟ้าชั่วคราว และสถานีชาร์จรถ EV พบว่า กรุงเทพมหานคร เป็นจังหวัดที่มีการใช้ไฟสาธารณะมากที่สุด คือ 342.1 ล้านหน่วย/ปี
โดย 5 อันดับ จังหวัดที่ใช้ไฟสาธารณะมากที่สุดในปี 2566 คือ:
- กรุงเทพมหานคร
- ชลบุรี
- นครปฐม
- นครราชสีมา
- อุดรธานี
จะพบว่าปริมาณการใช้ไฟไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของจังหวัดเพียงเท่านั้น แต่ตัวแปรสำคัญ คือ ขนาดเศรษฐกิจ เพราะใน 5 อันดับแรกนั้น ล้วนเป็นจังหวัดหัวเมืองใหญ่ที่มีขนาดเศรษฐกิจสูงกว่าจังหวัดอื่นๆ
ปัญหาการลักลอบใช้ไฟหลวง
ปัญหาการลักลอบใช้ไฟหลวง เช่น ใช้ไฟสาธารณะมาใช้ส่วนตัว หรือต่อพ่วงไฟเข้าไปในอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงและทำได้ง่าย เช่น ข่าวในปี 2568 ที่มีการบุกทลายเหมืองขุดบิทคอยน์ที่ทำการลักลอบใช้ไฟหลวง (อ่านข่าวต่อได้ที่นี่…https://www.thairath.co.th/news/crime/2940735) ซึ่งหากมีการลักลอบใช้ไฟหลวงในพื้นที่หนึ่ง ปริมาณการใช้ไฟฟ้าในจุดนั้นจะพุ่งสูงขึ้น โดยหากพุ่งสูงเกินโควต้า 10% ส่งผลให้ อปท. อาจต้องจ่ายเพิ่มเอง หรือที่แย่กว่านั้นคือการหารเฉลี่ยเข้าไปในหน่วยการใช้ไฟฟ้าของประชาชนในภาพรวม ทำให้ประชาชนบริเวณนั้นต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ล่าสุด (23 มิถุนายน 2569) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เตรียมเสนอ ครม.แนวทางแก้ไขในเรื่องที่ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าไฟฟ้าสาธารณะโดยไม่รู้ตัว
นายเอกนัฏ กล่าวว่า ต้นเหตุของปัญหานี้ เกิดจากมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ปี 2530 ที่กำหนดให้การไฟฟ้าไม่คิดค่าไฟทางกับหน่วยงานท้องถิ่น กทม. หรือกรมทางหลวง เนื่องจากเจ้าของพื้นที่ในยุคนั้นต้องการกระจายความปลอดภัย จึงยกเว้นค่าไฟสาธารณะให้ท้องถิ่น ในโควต้าไม่เกิน 10% ของหน่วยจำหน่าย แต่พอเป็น "ของฟรี" ผลลัพธ์ที่ตามมาในหลายพื้นที่คือ การขาดความตระหนักในการประหยัดพลังงาน มีการใช้ไฟฟ้าในปริมาณมาก โดยคิดว่าอยู่ในโควต้า 10% แต่ไม่รู้ว่าประชาชนคือคนที่แบกรับค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายไฟท้องถิ่นส่วนนี้เพิ่มขึ้นทุกปี
ข้อมูลจากการประเมินของการไฟฟ้าฯ แสดงให้เห็นว่า:
- ปี 2558 เพิ่มภาระค่าไฟทุกบ้านประมาณ 4 สตางค์/หน่วย
- ปี 2562 เพิ่มภาระค่าไฟทุกบ้านประมาณ 7 สตางค์/หน่วย
- ปี 2569 คาดการณ์จะเพิ่มค่าไฟทุกบ้านประมาณ 10 สตางค์/หน่วย
ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องปฏิรูปโครงสร้างบิลค่าไฟฟ้าใหม่ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้และปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทั่วประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปจากในอดีต เนื่องจากเงินทุกบาทที่ประชาชนจ่ายในแต่ละเดือน ควรเป็นค่าไฟฟ้าที่ใช้จริง ไม่ใช่การแบกรับค่าไฟที่เกิดจากระบบในอดีต



