คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.00% ต่อเนื่องในการประชุมครั้งล่าสุด ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ โดยคณะกรรมการฯ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังคงฟื้นตัว แต่มีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
เหตุผลในการคงดอกเบี้ย
กนง. ระบุว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2567 มีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ โดยได้รับแรงหนุนจากการบริโภคภาคเอกชนและการท่องเที่ยวที่ยังคงฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้ายังคงชะลอตัวตามอุปสงค์โลกที่อ่อนแอ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในกรอบเป้าหมาย แต่ยังต้องจับตาความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงานและราคาอาหารสดที่ผันผวน ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงต่ำ สะท้อนอุปสงค์ในประเทศที่ยังไม่แข็งแรง
ส่งสัญญาณผ่อนคลายเพิ่มเติม
แม้จะคงดอกเบี้ย แต่คณะกรรมการฯ ส่งสัญญาณว่าพร้อมปรับลดอัตราดอกเบี้ยหากเศรษฐกิจชะลอตัวมากกว่าที่ประเมิน โดยระบุในแถลงการณ์ว่า "หากแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในระยะข้างหน้าเบี่ยงเบนไปจากที่ประเมินอย่างมีนัยสำคัญ คณะกรรมการฯ พร้อมปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบายการเงินที่เหมาะสม"
นักเศรษฐศาสตร์มองว่าถ้อยคำดังกล่าวบ่งชี้ถึงท่าทีที่ผ่อนคลายมากขึ้นของกนง. ซึ่งอาจเปิดทางให้มีการลดดอกเบี้ยในการประชุมครั้งต่อไปหากเศรษฐกิจทรุดตัวลง โดยเฉพาะจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้าของสหรัฐฯ
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
การคงดอกเบี้ยที่ 2.00% สะท้อนว่ากนง. ยังคงกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเงิน โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และการให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ที่ยังเข้มงวด ขณะเดียวกัน การส่งสัญญาณผ่อนคลายช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาทและช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า "เศรษฐกิจไทยยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะจากปัจจัยภายนอก ดังนั้นนโยบายการเงินจะต้องพร้อมปรับตัวตามสถานการณ์"
แนวโน้มดอกเบี้ยในระยะต่อไป
ตลาดการเงินคาดว่ากนง. อาจลดดอกเบี้ยลง 0.25% ในการประชุมรอบถัดไป หากข้อมูลเศรษฐกิจออกมาอ่อนแอกว่าคาด โดยเฉพาะการส่งออกและการบริโภคที่ชะลอตัว ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังต่ำกว่าเป้าหมาย
อย่างไรก็ตาม กนง. ยังคงต้องระมัดระวังเรื่องเสถียรภาพทางการเงิน เนื่องจากหนี้ครัวเรือนไทยสูงถึง 90% ของ GDP ซึ่งเป็นระดับสูงในภูมิภาค การลดดอกเบี้ยมากเกินไปอาจกระตุ้นการก่อหนี้เพิ่มเติมและสร้างความเสี่ยงต่อระบบการเงินในระยะยาว



