เอกนิติ เร่งระบายสำรองน้ำมันสู่หน้าปั๊ม แก้วิกฤตขาดแคลน-รับมือสงครามตะวันออกกลาง
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่หนักหน่วงและคาดเดาไม่ได้ เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทั่วโลก โดยรัฐบาลได้ตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 15 วัน เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน แต่กลับพบปัญหาการกักตุนน้ำมันและความต้องการที่พุ่งสูงเกินกำลังการผลิต
สาเหตุหลักของปัญหาน้ำมันขาดแคลน
จากการประเมินสถานการณ์พบว่า วิกฤตพลังงานครั้งนี้ยืดเยื้อและรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมันที่หน้าปั๊ม โดยมีปัจจัยสำคัญ 4 ประการ ดังนี้
- การกักตุนน้ำมัน: ประชาชนเร่งเติมน้ำมันก่อนราคาปรับขึ้น ส่งผลให้ความต้องการน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นจาก 67 ล้านลิตรต่อวัน เป็น 80-100 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่กำลังการกลั่นสูงสุดอยู่ที่ 76 ล้านลิตรต่อวัน
- ข้อจำกัดด้านการขนส่ง: ระบบขนส่งน้ำมันทั้งรถบรรทุก รถไฟ เรือ และท่อ ถูกจำกัดเวลาวิ่ง ไม่สามารถเร่งรอบการส่งน้ำมันให้ทันกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน
- ปัญหาการกระจายน้ำมัน: ปั๊มน้ำมันมียี่ห้อรองหรือ Jobber ไม่ได้รับน้ำมันเพียงพอ ทำให้ผู้บริโภคแห่ไปยังปั๊มขนาดใหญ่
- การเปลี่ยนมาใช้น้ำมันปกติ: เรือประมงและกลุ่มอื่นๆ ที่เคยใช้น้ำมันเขียวหรือลักลอบนำเข้าจากมาเลเซีย หันมาแย่งเติมน้ำมันที่หน้าปั๊มปกติ เนื่องจากราคาน้ำมันในต่างประเทศแพงกว่าราคาที่รัฐอุดหนุนในไทย
มาตรการเร่งด่วนของรัฐบาล
เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมันอย่างทันท่วงที รัฐบาลได้สั่งการมาตรการสำคัญ 4 ข้อ ดังนี้
- ปรับลดสัดส่วนการสำรองน้ำมัน: ลดสัดส่วนการสำรองน้ำมันตามกฎหมายจากที่เคยประกาศเพิ่มขึ้น ให้กลับมาอยู่ที่ 1% เท่าเดิม เพื่อระบายน้ำมันที่เก็บไว้ในคลังออกสู่หน้าปั๊มให้ประชาชนทันที
- ยกเลิกข้อกำหนดการเพิ่มสำรองน้ำมัน: กำจัดอุปสรรคที่ทำให้ผู้ค้าน้ำมันกักตุนน้ำมันไว้
- ปลดล็อกการขนส่ง: อนุญาตให้รถขนส่งน้ำมันวิ่งได้ตลอดทั้งวัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลำเลียง
- กำกับดูแลการจัดสรรน้ำมัน: ดูแลให้เรือประมงได้รับน้ำมันจากผู้ค้าโดยตรง ลดปัญหาการแย่งซื้อที่ปั๊ม
นายเอกนิติ กล่าวย้ำว่า "วันนี้เราต้องยอมรับว่ามันคือวิกฤตพลังงานโลกที่หนักมาก การฝืนกลไกตลาดด้วยการตรึงราคาไม่ได้ผล เราต้องบอกความจริงกับประชาชน ทุกคนต้องช่วยกันปรับตัวตามความผันผวนของตลาดโลก" พร้อมเน้นว่ารัฐบาลมีน้ำมันดิบสำรองเพียงพอ แต่ต้องบริหารจัดการตามกลไกตลาด โดยค่อยๆ ปรับราคาและมุ่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เช่น ภาคขนส่ง อุตสาหกรรม และเกษตรกรรม
แผนระยะสั้นและระยะยาว
ในระยะสั้น รัฐบาลมุ่งเน้นการจัดระเบียบระบบจำหน่ายน้ำมันให้กลับสู่ภาวะปกติ โดยการปรับลดปริมาณน้ำมันสำรองที่กำหนดไว้ เพื่อให้มีการกระจายน้ำมันไปยังปั๊มขนาดเล็กอย่างเพียงพอ และปล่อยให้ราคาน้ำมันดีเซลลอยตัวในระดับหนึ่ง เทียบเคียงกับราคาตลาดโลกและภูมิภาค เช่น มาเลเซีย พร้อมใช้กองทุนน้ำมันและพิจารณาภาษีสรรพสามิตเพื่อลดผลกระทบ รวมถึงปราบปรามการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า
สำหรับระยะยาว รัฐบาลเตรียมผลักดันพลังงานทางเลือก เช่น ไบโอดีเซล เอทานอล น้ำมันปาล์ม และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดิบ โครงการ "เศรษฐกิจสีเขียว พลัส" จะส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ผ่าน Solar Farm และ Solar Rooftop พร้อมลดหย่อนภาษีและระบบซื้อคืนไฟฟ้า เพื่อลดต้นทุนพลังงานและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
นายเอกนิติ กล่าวสรุปว่า รัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจเพื่อปราบปรามการกักตุนและเอาเปรียบประชาชน โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ช่วยดูแลด้านราคาสินค้า เพื่อให้มาตรการต่างๆ บรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพ



