เสียงสะท้อนประชาชน! หวั่นน้ำมันแพงซ้ำเติมค่าครองชีพพุ่ง เรียกร้องรัฐบาลเร่งแก้ไข
ประชาชนหวั่นน้ำมันแพงดันค่าครองชีพพุ่ง เรียกร้องรัฐเร่งแก้ไข

เสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครได้สะท้อนถึงความวิตกกังวลอย่างมากต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันที่อาจปรับตัวสูงขึ้นจากวิกฤตความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและดันค่าครองชีพให้พุ่งสูงขึ้น โดยทีมข่าวพีพีทีวีได้ลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็นบริเวณย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 เพื่อสอบถามเกี่ยวกับราคาน้ำมัน การประหยัดพลังงาน และการเตรียมเงินสำรองฉุกเฉิน

ความเห็นหลากหลายจากผู้ใช้พลังงาน

ประชาชนรายหนึ่งซึ่งประกอบอาชีพขับรถจักรยานยนต์สาธารณะได้เปิดเผยว่า ตนเองไม่ได้กังวลเรื่องราคาน้ำมันหรือการขาดแคลนน้ำมันในประเทศไทยมากนัก เนื่องจากมองว่าประเทศไทยยังมีทรัพยากรด้านพลังงานของตัวเอง และยังคงมีการส่งออกน้ำมันไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างสปป.ลาวและเมียนมา ซึ่งสะท้อนว่ายังมีปริมาณเพียงพอ

"ไม่กังวลเพราะประเทศไทยยังส่งออกน้ำมันให้กับสปป.ลาวและเมียนมาร์อยู่ แล้วถ้าน้ำมันจะหมดจริงๆ มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องส่งออก เอาไว้ใช้ในประเทศไทยไม่ดีกว่าหรอ ในเมื่อประเทศไทยยังบริหารจัดการไม่เพียงพอแล้วทำไมถึงต้องส่งออกต่างประเทศหล่ะครับ" ประชาชนรายดังกล่าวกล่าว พร้อมเสริมว่าในพื้นที่กรุงเทพมหานครยังไม่พบปัญหาน้ำมันหมดปั๊ม สามารถเติมน้ำมันได้ตามปกติในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ความกังวลจากผู้ใช้รถยนต์ส่วนตัว

ด้านนางแสงจันทร์ ชไทน์ ซึ่งเป็นประชาชนที่มีรถยนต์ส่วนตัว แต่ในวันนี้เลือกใช้บริการรถสาธารณะ ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานอย่างมาก โดยชี้ว่า หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น จะส่งผลให้ราคาสินค้าและค่าครองชีพเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

"ตนเองอาศัยอยู่ในต่างจังหวัด และในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเคยประสบปัญหาน้ำมันดีเซลหมดหลายปั๊ม ต้องขับรถหาปั๊มน้ำมันถึง 4-5 แห่งจึงจะสามารถเติมได้ โดยปกติการเติมน้ำมันเต็มถังจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 2,400–2,500 บาท" นางแสงจันทร์กล่าว พร้อมฝากถึงรัฐบาลให้เร่งแก้ไขปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น เพื่อบรรเทาภาระของประชาชนในช่วงนี้

ผลกระทบต่อผู้ใช้บริการขนส่งสาธารณะ

ขณะที่ประชาชนอีกรายซึ่งใช้บริการรถโดยสารสาธารณะเป็นประจำได้กล่าวว่า แม้จะไม่ได้ใช้รถยนต์ส่วนตัว แต่ก็มีความกังวลเช่นกัน เพราะหากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้ค่าโดยสารปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

"ต้องเตรียมใจรับสถานการณ์ เนื่องจากยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางจะจบเมื่อใด" ประชาชนรายนี้กล่าว พร้อมเสนอว่า การประหยัดพลังงานควรเริ่มจากตัวเองโดยลดการใช้พลังงานในสิ่งที่ไม่จำเป็น และฝากถึงภาครัฐให้สนับสนุนการใช้พลังงานในภาคการขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ข้อเสนอเรื่องเงินสำรองฉุกเฉิน

นอกจากนี้ ทีมข่าวยังสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อเสนอของสภาผู้บริโภคที่แนะนำให้ประชาชนเตรียมเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 3–6 เดือน เพื่อรับมือกับสถานการณ์วิกฤต

  • ประชาชนบางส่วนเห็นว่า หากเกิดปัญหาน้ำมันแพงหรือขาดแคลน เงินอาจไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุด แต่สิ่งจำเป็นคือ สินค้าอุปโภคบริโภคที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน
  • ขณะที่ประชาชนอีกส่วนหนึ่งมองว่า การมีเงินสำรองฉุกเฉินถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะในช่วงที่เศรษฐกิจผันผวนและราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น อาจทำให้การดำรงชีวิตของหลายครอบครัวลำบากมากขึ้น หากไม่มีเงินสำรองไว้รองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน

โดยรวมแล้ว ประชาชนได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขปัญหาค่าครองชีพและสนับสนุนการประหยัดพลังงาน เพื่อลดผลกระทบจากวิกฤตราคาน้ำมันที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต