เอเซียพลัสประเมินการตั้งรัฐบาลไทยเร็วขึ้น 1.5 เดือน เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญหนุนเศรษฐกิจและตลาดทุน
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยการวิเคราะห์ล่าสุดว่า ประเทศไทยมีแนวโน้มจะได้รัฐบาลใหม่เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิมราว 1 ถึง 1.5 เดือน ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อเศรษฐกิจและตลาดทุน โดยไทม์ไลน์ความชัดเจนจะเริ่มตั้งแต่การเปิดประชุมรัฐสภาในวันที่ 14 มีนาคม ตามด้วยการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 19 มีนาคม และคาดว่ารัฐบาลใหม่จะสามารถเริ่มบริหารประเทศได้อย่างเต็มรูปแบบภายในเดือนพฤษภาคม 2569
การจัดตั้งรัฐบาลที่รวดเร็วขึ้นนี้จะช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมือง ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติหรือ FDI และทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2570 ไม่สะดุด จากการศึกษาสถิติในอดีตช่วงจัดตั้งรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา ในปี 2562 พบว่าหลังจากเปิดประชุมสภา ดัชนี SET ปรับตัวพุ่งขึ้นกว่า 100 จุด จาก 1,600 จุด สู่ 1,700 จุด แม้จะมีปัจจัยกดดันจากสงครามการค้าในขณะนั้น ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกับปัจจุบัน
ปัจจัยสนับสนุนจากสถานการณ์โลกและกลยุทธ์การลงทุน
นอกจากนี้ บล.เอเซียพลัสยังประเมินสถานการณ์การลงทุนทั่วโลก โดยระบุว่าสงครามระหว่างอิหร่าน สหรัฐฯ และอิสราเอล ที่ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 12 มีนาคม เริ่มมีสัญญาณความรุนแรงที่ลดลง แม้ล่าสุดอิหร่านจะก่อเหตุยิงเรือการค้า 3 ลำบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ เรือมยุรี นารีสัญชาติไทยของบริษัท PSL รวมถึงขู่จะโจมตีครั้งใหญ่หากสหรัฐฯ ถล่มท่าเรืออิหร่านก็ตาม
อย่างไรก็ดี ตลาดเริ่มผ่อนคลายความกังวลลงหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาประกาศว่าสงครามใกล้จะจบลงแล้ว เนื่องจากแทบไม่เหลือเป้าหมายให้โจมตีในอิหร่าน ผสานกับการที่สำนักงานพลังงานสากลหรือ IEA มีมติระบายน้ำมันครั้งประวัติศาสตร์ถึง 400 ล้านบาร์เรล เพื่อแก้ปัญหาอุปทานขาดแคลน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกดดันให้ราคาน้ำมันดิบโลกย่อตัวลงมาได้
ขณะที่ในสัปดาห์หน้า วันที่ 18 มีนาคม แนะนำให้นักลงทุนจับตาการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ FED และการเปิดเผย Dot Plot โดยล่าสุดตลาดคาดการณ์ว่า FED อาจจะลดดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งในปีนี้ ช่วงเดือนกันยายน 2569
กลยุทธ์การลงทุนและความคาดหวังจากรัฐบาลผสม
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน หลบสงคราม พบว่าผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางทำให้ต่างชาติเทขายหุ้นเอเชียอย่างหนักตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม โดยตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงถึง -7.9% ทั้งนี้กลยุทธ์ หลบสงคราม ซบหุ้นอิงนโยบายรัฐเน้นไปที่กลุ่มการบริโภคภายในประเทศหรือ Domestic Consumption ที่มีความปลอดภัยสูง
ฝ่ายวิจัยคาดหวังว่ารัฐบาลผสม ซึ่งประกอบด้วยพรรคภูมิใจไทยและเพื่อไทย จะเร่งผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและลดค่าครองชีพแบบรวดเร็วหรือ Quick Win ภายใน 100 วันแรก โดยกลุ่มค้าปลีกจะได้รับอานิสงส์เต็มๆ จากนโยบาย "คนละครึ่ง พลัส" ที่รัฐบาลช่วยจ่าย 50% สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค
กลุ่มสินค้าเครื่องดื่ม นอกจากจะได้ประโยชน์จากนโยบายกระตุ้นการจับจ่ายแล้ว ยังเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นฤดูร้อนที่ยอดขายจะเติบโตสูงสุดในรอบปี และกลุ่มไฟแนนซ์ ได้รับผลดีจากนโยบายแก้หนี้-พักหนี้ และสภาพคล่องของประชาชนที่ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องหนี้เสียหรือ NPL ลงได้อย่างมีนัยสำคัญ



