วิกฤตตะวันออกกลางกดดันราคาน้ำมัน กระทรวงการคลังเผชิญทางเลือกยากระหว่างลดภาษีหรือรักษาวินัยการคลัง
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังสร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศไทย โดยเฉพาะการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งหลักจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากภูมิภาคนี้สูงถึง 50-60% และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) อีก 30% สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าเพิ่มขึ้นและอาจกระทบราคาขายปลีกในประเทศตามมา
กองทุนน้ำมันมีเงินสำรองจำกัด กดดันให้ลดภาษีสรรพสามิต
ขณะนี้กระเป๋าเงินในกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีเพียงกว่า 2,400 ล้านบาท ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำ สถานการณ์นี้อาจบีบให้กระทรวงการคลังต้องตัดสินใจใช้มาตรการ "ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล" เพื่อช่วยตรึงราคาในประเทศ อย่างไรก็ตาม การลดภาษีดังกล่าวอาจต้องแลกกับความเสี่ยงด้านวินัยการคลังและอาจกระทบความเชื่อมั่นจากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating)
รายงานจากกระทรวงการคลังระบุว่า มาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันถือเป็นไพ่ใบสุดท้ายของรัฐบาล และจะพิจารณาใช้เฉพาะเมื่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อหรือมีเหตุให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเท่านั้น ทางกระทรวงยังมองว่ากระทรวงพลังงานสามารถหาแหล่งนำเข้าเชื้อเพลิงอื่นเพื่อทดแทนการนำเข้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ พร้อมกับใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงบริหารจัดการราคาในประเทศต่อไป
สถานะกองทุนน้ำมันฟื้นตัว แต่ยังเสี่ยงต่อการจัดเก็บรายได้
ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีสถานะเป็นบวกกว่า 2,000 ล้านบาท จากที่เคยติดลบสูงถึง 130,000 ล้านบาท โดยกองทุนฯ สามารถอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลได้ไม่เกินลิตรละ 30 บาท เพื่อไม่ให้กระทบต้นทุนค่าขนส่งและการผลิตสินค้า อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเตือนว่า การปรับขึ้นหรือลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันไม่สามารถทำได้คล่องตัว และอาจส่งผลกระทบรุนแรงทั้งต่อการจัดเก็บรายได้และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ
หากจำเป็น กระทรวงการคลังอาจยอมลดภาษีน้ำมันได้เพียง 1-2 บาทต่อลิตร ในช่วง 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 เท่านั้น เนื่องจากรายได้จากการจัดเก็บภาษีน้ำมันดีเซลคิดเป็น 40% ของยอดจัดเก็บภาษีสรรพสามิตทั้งหมด และการลดภาษีทุก 1 บาทจะกระทบการจัดเก็บรายได้รัฐประมาณ 2,000 ล้านบาท
ย้อนรอยการลดภาษีน้ำมันในอดีตและผลกระทบทางการเมือง
ในช่วงวิกฤตความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงถึง 100-140 ดอลลาร์สหรัฐ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ ได้ปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลิตรละ 5 บาท แม้ขณะนั้นฐานะกองทุนน้ำมันติดลบกว่า 100,000 ล้านบาทและไม่มีสถาบันการเงินยอมปล่อยกู้เสริมสภาพคล่อง
มาตรการลดภาษีดังกล่าวถูกต่ออายุเรื่อยมาเป็นเวลา 1 ปี 11 เดือน ระหว่างปี 2565-2567 รวม 9 ครั้ง ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้รวมกว่า 178,100 ล้านบาท มีข้อสังเกตว่าการลดภาษีในครั้งนั้นอาจหวังผลทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งทั่วไปปี 2566 มากกว่าการช่วยลดค่าครองชีพ เนื่องจากไม่ได้ส่งผลต่อราคาขายปลีกทั้งหมด แต่แบ่งสรรบางส่วนเข้ากองทุนน้ำมันฯ
ความท้าทายของ "เอกนิติ" กับการรักษากรอบวินัยการคลัง
ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ กำลังเผชิญกับความท้าทายในการรักษากรอบวินัยการคลัง (Fiscal Consolidation) โดยมุ่งควบคุมหนี้สาธารณะไม่เกิน 70% ของจีดีพี และรักษาอันดับความน่าเชื่อถือผ่านการปฏิรูปโครงสร้างภาษี ขณะนี้รัฐเหลือพื้นที่ทางการคลังให้กู้เพิ่มได้เพียง 350,000 ล้านบาท ก่อนจะชนเพดานหนี้สาธารณะที่ 70% ของจีดีพี
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจกลายเป็นปัจจัยกระทบการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หากยืดเยื้อหรือรุนแรงเกินคาด อาจกดดันให้นายเอกนิติต้องเลือกระหว่างการยืนหยัดรักษาวินัยการคลังกับการใช้มาตรการรับมือวิกฤต เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนด้านค่าครองชีพและประคองความนิยมทางการเมืองของรัฐบาล
แนวทางรับมือและความเสี่ยงในอนาคต
กระทรวงพลังงานได้ออกมาตรการเบื้องต้นโดยสั่งตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่เกินลิตรละ 29.94 บาท เป็นเวลา 15 วัน หากใช้กลไกกองทุนน้ำมันชดเชยในระดับนี้ ต้องใช้งเงินวันละ 422 บาท ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันโลกที่ 115 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
อีกทางเลือกหนึ่งคือการออกพระราชกำหนดกู้เงินไม่เกิน 20,000 ล้านบาท ตามเงื่อนไขกฎหมายกองทุนน้ำมันฯ เพื่ออุ้มราคาน้ำมันดีเซลต่อไป โดยไม่ต้องลดภาษีสรรพสามิต แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเตือนว่าการลดภาษีในช่วงวิกฤตอาจเป็นเหตุผลที่ยอมรับได้ แต่การถอนมาตรการออกในภายหลังจะตัดสินใจยากยิ่งกว่า และยิ่งลดภาษีนานเท่าไหร่ ความเสี่ยงทางการคลังก็จะเพิ่มมากขึ้น จนอาจนำไปสู่การถูกหั่นเครดิตเรตติง ซึ่งกระทบต้นทุนการเงินของประชาชน เอกชน และรัฐบาลในระยะยาว



