ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดเผยถึงการประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีต่อเศรษฐกิจไทย โดยเน้นย้ำว่าผลกระทบในภาพรวมยังอยู่ในระดับจำกัดและไม่รุนแรง แม้ว่าประเทศไทยจะเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิและพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูงก็ตาม
ผลกระทบต่อ GDP และเงินเฟ้อของไทย
จากการประเมินเบื้องต้นของธนาคารแห่งประเทศไทย คาดว่าสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจส่งผลให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือ GDP ของไทยลดลงประมาณ 0.1-0.2% เท่านั้น ซึ่งถือว่าไม่รุนแรงและเศรษฐกิจไทยยังคงมีความเข้มแข็งในภาพรวม อย่างไรก็ตาม ด้านที่อาจได้รับผลกระทบมากกว่าคือเงินเฟ้อ เนื่องจากราคาน้ำมันมีสัดส่วนประมาณ 13% ในการคำนวณดัชนีเงินเฟ้อ และยังมีผลทางอ้อมต่อราคาสินค้าอื่นๆ ด้วย
นายวิทัย รัตนากร ระบุว่าในปัจจุบันเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำมาก โดยคาดการณ์ทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 0.2-0.3% ดังนั้นแม้ว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้น ประเทศไทยก็ยังมีขีดความสามารถในการดูแลและจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การติดตามสถานการณ์และมาตรการรองรับ
ธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในแบบรายชั่วโมงและรายวัน หากความขัดแย้งยืดเยื้อและกระทบต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลกเป็นเวลานาน อาจทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากขึ้น
ในด้านเสถียรภาพค่าเงินและเงินทุนเคลื่อนย้าย ประเทศไทยมีเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคที่ดี มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง และหนี้ต่างประเทศอยู่ในระดับต่ำ สำหรับความกังวลเรื่องน้ำมันสำรอง 60 วันนั้น แม้ตัวเลขสำรองจะอยู่ที่ระดับดังกล่าว แต่ในทางปฏิบัติไทยมีการนำเข้าน้ำมันจากหลายแหล่งและมีพลังงานทางเลือกอื่นทดแทน จึงไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก
แนวโน้มราคาน้ำมันและนโยบายการเงิน
ก่อนเกิดความขัดแย้ง ราคาน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 70-72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และปัจจุบันปรับตัวขึ้นสู่ระดับกว่า 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากราคาปรับตัวเกิน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องประเมินตามสถานการณ์และระยะเวลาที่ราคาทรงตัวในระดับสูง โดยปกติราคามักเกิดภาวะพุ่งขึ้นระยะสั้นแล้วทยอยปรับลง
ในด้านนโยบายการเงิน ขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องจัดประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) นัดพิเศษ แต่หากสถานการณ์รุนแรงหรือมีความจำเป็นต้องออกมาตรการเพิ่มเติม ธปท. ก็พร้อมดำเนินการทันที โดยก่อนหน้านี้ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายล่วงหน้าไปแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
การประสานงานกับภาคการเงินและมุมมองจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้หารือกับธนาคารพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ช่วยดูแลลูกค้าที่อาจได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตะวันออกกลางและภาคพลังงาน ซึ่งธนาคารแต่ละแห่งมีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าอยู่แล้วแล้ว
นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มองว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีความน่ากังวลและขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อหรือคลี่คลายได้เมื่อไหร่ โดยประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้น 3 ด้านหลัก ได้แก่
- เรื่องราคาพลังงาน เนื่องจากตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตพลังงานของโลกที่สำคัญ
- เรื่องความเชื่อมั่นที่จะทำให้เกิดความไม่แน่นอนในการค้าและการลงทุนเพิ่มขึ้น
- ด้านการท่องเที่ยวและการค้าระหว่างประเทศ
ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยย้ำว่าในระยะสั้นตลาดการเงินอาจมีความผันผวน แต่ไทยเคยผ่านเหตุการณ์ลักษณะนี้มาหลายครั้ง และเชื่อว่าหากสถานการณ์ไม่บานปลาย ผลกระทบจะอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ โดยยังต้องติดตามความชัดเจนของสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากสถานการณ์จบภายใน 4-5 สัปดาห์ ก็เชื่อว่าผลกระทบจะมีไม่มากตามที่ประเมินไว้



