วิกฤตตะวันออกกลางจุดชนวนความผันผวนในตลาดการเงินโลก
สถานการณ์ตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างฉับพลัน หลังสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดปฏิบัติการทางทหาร Operation Epic Fury โจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และการตอบโต้กลับอย่างดุเดือดไปยังฐานทัพสหรัฐฯ และพันธมิตรทั่วภูมิภาค ทั้งในอิรัก คูเวต กาตาร์ บาห์เรน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ส่งผลให้ตลาดทุนทั่วโลกผันผวนอย่างหนัก ขณะที่ราคาน้ำมันและทองคำพุ่งทะยานรับความเสี่ยง
แรงสั่นสะเทือนต่อตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลก
เหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลกในทันที โดยดัชนีตลาดหุ้นหลักทั่วโลกทั้งในฝั่งสหรัฐฯ และยุโรปปรับตัวลดลงราว 1% ในทางกลับกัน เม็ดเงินได้ไหลเข้าสู่ สินทรัพย์ปลอดภัย อย่างทองคำ ส่งผลให้ราคาพุ่งขึ้นกว่า 2.4% รวมถึงราคาน้ำมันดิบ WTI และ BRENT ที่ทะยานขึ้นอย่างร้อนแรงเกือบ 9-10% มาแตะระดับ 72 และ 79 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตามลำดับ
จับตาความเสี่ยงสูงสุด: การปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ปัจจัยชี้ชะตาเศรษฐกิจโลกที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือ ความเสี่ยงในการปิดล้อม ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีน้ำมันโลกประมาณ 30% ต้องผ่านช่องแคบนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ถูกส่งออกไปยังทวีปเอเชีย นำโดยจีน (38%) และอินเดีย (15%) ทางด้าน Bloomberg Economics ได้ประเมินผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบไว้ 3 กรณี โดยในกรณีเลวร้ายที่สุด หากความขัดแย้งบานปลายจนนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งทะยานอย่างรุนแรงจนทะลุระดับ 108-110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรืออาจสูงกว่านั้นได้ทันที
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย
สำหรับประเทศไทย การพุ่งขึ้นของราคาพลังงานถือเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจโดยตรง เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป และก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลางรวมกันสูงถึง 72.4% ของมูลค่าการนำเข้าจากภูมิภาคนี้ ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนภาคการผลิตและอัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ในมุมของตลาดการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทย (SET) จะแข็งแกร่งและทนทานกว่าตลาดอื่นๆ ในภูมิภาค เนื่องจากโครงสร้างตลาดหุ้นไทยมีกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีเป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุดถึง 31% ความผันผวนของราคาน้ำมันขาขึ้นจึงกลายเป็นแรงพยุงดัชนี นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มโรงกลั่นและพลังงานของไทยยังมี Valuation ที่น่าสนใจ ทั้งค่า P/E และ P/BV ที่ต่ำ รวมถึงมีอัตราเงินปันผลในระดับสูง



