กระทรวงการคลังได้สั่งการให้จัดตั้งศูนย์ติดตามและประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจากความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือ Economic War Room โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้กำกับดูแล พร้อมมอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลังเป็นหน่วยงานประสานงานหลักในการวิเคราะห์และประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทยจากสถานการณ์ดังกล่าว
6 ผลกระทบหลักต่อเศรษฐกิจไทย
จากการประเมินเบื้องต้น กระทรวงการคลังได้สรุปผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นเป็น 6 ด้านหลัก ดังนี้
1. ผลกระทบด้านพลังงานและต้นทุนการผลิต
กระทรวงการคลังคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจมีความผันผวนและปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากความเสี่ยงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก รวมถึงราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ไทยนำเข้าเพื่อผลิตไฟฟ้า ซึ่งอาจส่งผลต่อค่าไฟฟ้าของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งในปัจจุบัน สามารถรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันภายในประเทศได้
2. ผลกระทบด้านการค้าโลกและห่วงโซ่อุปทาน
หากความเสี่ยงในเส้นทางเดินเรือบริเวณตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้ค่าเบี้ยประกันภัยการเดินเรือและค่าระวางเรือปรับสูงขึ้น การเปลี่ยนเส้นทางการเดินเรืออาจทำให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนการนำเข้า-ส่งออก และสร้างแรงกดดันต่อผู้ประกอบการที่พึ่งพาการส่งออกและวัตถุดิบนำเข้า กระทรวงการคลังได้มอบหมายให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐเตรียมความพร้อมในการดำเนินมาตรการดูแลและสนับสนุนสภาพคล่องของผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกอย่างใกล้ชิด
3. ผลกระทบด้านภาคการท่องเที่ยว
ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและการปิดน่านฟ้าบางประเทศ ส่งผลให้สายการบินยกเลิกหรือปรับเส้นทางการบิน ทำให้มีผู้โดยสารตกค้างบางส่วน ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์อาจกระทบความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะเส้นทางบินระยะไกล เนื่องจากต้นทุนตั๋วโดยสารที่สูงขึ้นและระยะเวลาเดินทางที่ยาวขึ้น
4. ผลกระทบด้านอัตราเงินเฟ้อ
ราคาพลังงานโลกที่ผันผวนอาจกดดันต้นทุนการนำเข้า-ส่งออก อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อ ผลกระทบต่อระดับราคาสินค้าและบริการภายในประเทศคาดว่าจะอยู่ในวงจำกัด อัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำ โดย ณ เดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ร้อยละ -0.7 และกระทรวงการคลังคาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ร้อยละ 0.3
5. ผลกระทบด้านตลาดเงิน ตลาดทุน และอัตราแลกเปลี่ยน
ความไม่แน่นอนของสถานการณ์อาจทำให้ตลาดเข้าสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยง เพิ่มการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ดอลลาร์สหรัฐและทองคำ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายกระแสเงินทุนไหลออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอาจมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินในภูมิภาค รวมถึงค่าเงินบาท อาจมีความผันผวนและอ่อนค่าลงในระยะสั้น กระทรวงการคลังได้ประสานงานให้หน่วยงานกำกับดูแลใช้เครื่องมือและมาตรการรองรับความผันผวนของตลาดที่เหมาะสม
6. ผลกระทบด้านแรงงาน
สถานการณ์ความขัดแย้งส่งผลกระทบต่อแรงงานไทยในตะวันออกกลางประมาณ 110,000 คน ทั้งในด้านความปลอดภัยและการจ้างงาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศ ได้เตรียมความพร้อมด้านการคุ้มครองคนไทยในต่างประเทศและติดต่อประสานงานกับแรงงานไทยอย่างใกล้ชิด
การเตรียมความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
วอร์รูมนี้ประกอบด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายแห่ง เช่น สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดและปฏิบัติการทางทหารในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด พร้อมมีมาตรการรองรับความผันผวนของตลาดที่อาจเกิดขึ้น
ตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET) ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) และตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVEx) จะเปิดทำการซื้อขายหลักทรัพย์ตามปกติในวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม 2569 รวมทั้งศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลไทย (TDX) ที่เปิดทำการซื้อขายปกติทุกวัน ขอให้ผู้ลงทุนติดตามข้อมูลข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจลงทุนด้วยข้อมูลรอบด้านภายใต้สถานการณ์ที่มีความเปลี่ยนแปลงและไม่แน่นอน



