ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนม.ค.ปรับดีขึ้นต่อเนื่อง ม.หอการค้าไทยชี้เหตุผลจากความขัดแย้งไทย-กัมพูชาคลี่คลาย
วันนี้ (12 ก.พ.2569) นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนมกราคม 2569 พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง โดยอยู่ที่ระดับ 52.8 เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2568 สะท้อนถึงบรรยากาศเชิงบวกในเศรษฐกิจไทย
ปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นผู้บริโภค
นายธนวรรธน์ระบุว่า การปรับตัวดีขึ้นของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคมีสาเหตุหลักจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาที่เริ่มคลี่คลายลง หลังการสู้รบตามแนวชายแดนยุติและสงบลงตั้งแต่ปลายปี 2568 นอกจากนี้ บรรยากาศการหาเสียงที่คึกคักทั่วประเทศและความคาดหวังต่อรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจยังเป็นแรงหนุนสำคัญ
ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 46.4 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานอยู่ที่ 50.5 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 61.6 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคเริ่มมองเห็นแสงสว่างในภาวะเศรษฐกิจ
แนวโน้มและความท้าทายในอนาคต
สำหรับแนวโน้มดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคมนั้น จุดสำคัญอยู่ที่การจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและการมีนโยบายเศรษฐกิจที่จับต้องได้จริง โดยนายธนวรรธน์คาดหวังว่าเมื่อมีรัฐบาลใหม่แล้ว จะเห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การแจกเงิน ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา ได้แก่ เสถียรภาพของรัฐบาลผสมที่ยังต้องรอความชัดเจน การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรม และการมีคณะรัฐมนตรีที่ได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน
ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยและภาคธุรกิจ
ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยเดือนมกราคมอยู่ที่ 44.4 ปรับตัวดีขึ้นทุกรายการเป็นครั้งแรกในรอบ 16 เดือน นับตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2568 สะท้อนว่าภาคธุรกิจเริ่มมองเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างชัดเจน
ภาคธุรกิจเห็นตรงกันว่าบรรยากาศการเลือกตั้งและความคาดหวังต่อรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ รวมถึงการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นแรงหนุนสำคัญ โดยใน 1 เดือนที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้ามากว่า 500,000 คน และนักท่องเที่ยวมาเลเซียกว่า 300,000 คน
อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจยังมีความกังวลในประเด็นปัจจัยเสี่ยง เช่น สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า ข้อพิพาทไทย-กัมพูชา การเข้าถึงสินเชื่อที่ยังยาก ต้นทุนทางการเงินสูง กำลังซื้อที่อ่อนตัว และความต้องการมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม
การคาดการณ์เศรษฐกิจและสถานการณ์ SMEs
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยคาดว่าในช่วงไตรมาส 1 ซึ่งยังอยู่ในระหว่างการจัดตั้งรัฐบาลใหม่นั้น เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ราว 0.8-1.2% และยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ไว้ที่ 1.6% เท่าเดิม แต่หากสงครามการค้ามีแนวโน้มความรุนแรงมากขึ้นหรือปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์รุนแรงขึ้น อาจมีการทบทวนประมาณการใหม่
สำหรับผลสำรวจดัชนีความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ SMEs ประจำไตรมาสที่ 4/2568 พบว่าดัชนีสถานการณ์ธุรกิจอยู่ที่ 47.8 โดยภาคธุรกิจยังมีความกังวลหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องสภาพคล่องและกำไรสุทธิ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่มีสัดส่วนผู้ตอบว่าแย่ในระดับสูง
เมื่อแยกตามประเภทธุรกิจ ภาคบริการถือว่าแข็งแกร่งที่สุด โดยดัชนีอยู่เหนือ 50 จุด ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมอยู่ใกล้ระดับทรงตัว ส่วนภาคการค้าต่ำกว่า 50 จุดในหลายพื้นที่ สะท้อนว่าธุรกิจค้าขายยังเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด
ในด้านความสามารถในการดำเนินธุรกิจ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนและความสามารถในการชำระหนี้ยังไม่โดดเด่น แม้คุณภาพการบริหารจัดการจะได้รับการประเมินในระดับที่ดี แต่ปัจจัยการแข่งขัน โดยเฉพาะการแข่งขันกับสินค้านำเข้าราคาต่ำจากต่างประเทศ เช่น จีน กลายเป็นอุปสรรคสำคัญ
ส่วนมิติความยั่งยืนในระยะยาว ดัชนีส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับไม่แข็งแรง สะท้อนว่า SME จำนวนมากยังเน้นการรักษาสภาพคล่องระยะสั้นมากกว่าการลงทุนเพื่ออนาคต
ข้อเสนอของ SME ต้องการคือ การขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) โดยขอให้ผ่อนปรนเงื่อนไขการอนุมัติสินเชื่อให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และมีการพักชำระหนี้หรือการปรับโครงสร้างหนี้ การลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล รวมถึงมาตรการลดค่าน้ำ ค่าไฟ เพื่อช่วยลดต้นทุนให้ธุรกิจ
โดยสรุป หากรัฐบาลเดินหน้านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม จะยิ่งเสริมแรงความเชื่อมั่นที่เริ่มฟื้นตัวในขณะนี้ และช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจไทยกลับมามีพลังในการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง