ธนวรรธน์ มั่นใจรัฐบาลใหม่จัดตั้งเร็ว มีเสถียรภาพ ชี้คนละครึ่งพลัสมาแน่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
ธนวรรธน์ มั่นใจรัฐบาลใหม่จัดตั้งเร็ว เสถียรภาพดี

ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจและการเมืองไทย จากการสำรวจภาคประชาชนล่าสุด โดยชี้ให้เห็นความตื่นตัวของประชาชนที่มองเห็นภาพความจริงว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญวิกฤต เปรียบเสมือน “ผู้ป่วยของอาเซียน” ที่มีอัตราการเติบโตต่ำที่สุดในภูมิภาค และเริ่มสูญเสียศักยภาพการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ

ประชาชนตระหนักถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง

ผลสำรวจพบว่า ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน และตระหนักดีว่าปัญหาเศรษฐกิจไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการแจกเงินเพียงอย่างเดียว สิ่งที่ประชาชนต้องการเร่งด่วนกลับไม่ใช่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่คือการวางรากฐานระยะยาว เช่น การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานใหม่ การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ และการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศให้หลุดพ้นจากสถานะผู้ป่วยของภูมิภาค

ธนวรรธน์ กล่าวด้วยความประหลาดใจว่า “ผมเซอร์ไพรส์มากที่ประชาชนเลือกการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นลำดับสุดท้าย แต่กลับมองไกลไปถึงการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างแบบผสมผสาน เพราะพวกเขารู้ว่าถ้าไม่เร่งปรับตัว สร้างอนาคต และดึงดูดนักลงทุน ตอนนี้ไทยกำลังกลายเป็นคนป่วยที่โตต่ำสุดในอาเซียน”

สัญญาณเตือนภัยเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆ

เมื่อเจาะลึกสถานการณ์รายภูมิภาคของไทย พบสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจน โดยพื้นที่เศรษฐกิจหลักอย่างภาคตะวันออกและภาคกลางยังพอประคองตัวได้จากอานิสงส์ของการท่องเที่ยวและนิคมอุตสาหกรรม แต่ในภูมิภาคอื่นๆ สถานการณ์กลับน่าเป็นห่วง โดยประชาชนเกินกว่า 50% สะท้อนเสียงเดียวกันว่าเศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์แย่ สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงต่อเนื่อง

ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อบรรยากาศเศรษฐกิจ

ธนวรรธน์ ระบุว่า บรรยากาศเศรษฐกิจที่ไม่โดดเด่น มีสาเหตุหลักจากหลายปัจจัย ได้แก่

  1. ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะข้าวต่ำกว่า 8,000 บาท ตามภาวะอุปสงค์-อุปทาน
  2. การส่งออกชะลอตัว จากที่ครึ่งปีแรกเติบโตสองหลัก แต่ครึ่งปีหลังเหลือเลขหลักเดียว ทำให้โอทีและการวางแผนธุรกิจซึมตัว
  3. การท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นเต็มที่ แม้เดือนธันวาคมมีนักท่องเที่ยว 3.3 ล้านคน และมกราคม 3.2 ล้านคน แต่ยังต่ำกว่าปีก่อนที่มกราคมอยู่ที่ 3.7 ล้านคน อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวจีนเริ่มกลับมา โดยถึง 8 ก.พ. 2569 มีประมาณ 5.6 แสนคน หรือเฉลี่ยเกิน 1 แสนคนต่อสัปดาห์ ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อเป้าหมาย 35 ล้านคน
  4. รัฐบาลรักษาการยังขับเคลื่อนงบลงทุนได้จำกัด ทำให้เม็ดเงินยังไม่กระแทกเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
  5. สินเชื่อ SME ติดลบต่อเนื่อง 13 ไตรมาส สะท้อนภาคธุรกิจรายกลางและเล็กยังเปราะบาง

จุดเปลี่ยนสำคัญในไตรมาสที่ 2

ธนวรรธน์ ประเมินว่า ไตรมาสที่ 1 ปีนี้ จะเป็นช่วงประคองตัว แต่จุดเปลี่ยนสำคัญจะอยู่ที่ไตรมาสที่ 2 ซึ่งคาดว่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศ โดยมาตรการเร่งด่วนที่ภาคเอกชนและประชาชนรอคอยคือโครงการลักษณะ “คนละครึ่งพลัส” วงเงินประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท เพื่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบอย่างรวดเร็ว

“ไตรมาส 2 คือจุดเปลี่ยน ความหวังอยู่ที่รัฐบาลใหม่ต้องรีบกระตุ้นเศรษฐกิจทันที ซึ่งคนละครึ่งพลัสคือวิธีที่เร็วที่สุดและใช้งบประมาณเหมาะสม เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้”

ความเชื่อมั่นจากต่างประเทศและความเสี่ยงด้านเครดิต

ประเด็นที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษคือความเชื่อมั่นจากต่างประเทศ โดยเฉพาะมุมมองของบริษัทจัดอันดับเครดิตอย่าง Fitch Ratings ที่กำลังจับตาดูความสามารถในการชำระหนี้ของไทยอย่างใกล้ชิด เนื่องจากปัจจุบันไทยจัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่า 15% ของ GDP ซึ่งถือว่าต่ำกว่าเกณฑ์ที่ควรจะเป็น หากไม่มีการปรับโครงสร้างรายได้ภาครัฐให้แข็งแกร่ง อาจมีความเสี่ยงที่มุมมองเครดิตของไทยจะถูกปรับลดจากระดับเป็นกลาง ไปสู่ระดับเชิงลบได้ ดังนั้นการรักษาวินัยการคลังจึงเป็นโจทย์หินที่รัฐบาลใหม่ต้องระมัดระวังควบคู่ไปกับการใช้จ่าย

การจัดตั้งรัฐบาลและเสถียรภาพทางการเมือง

ในประเด็นการจัดตั้งรัฐบาล ที่มีกระแสเรื่องของผลการนับคะแนนเลือกตั้งที่ไม่โปร่งใสและเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ ซึ่งในกรณีที่แย่ที่สุดคือการเลือกตั้งใหม่ ธนวรรธน์ มองว่ายังไม่เห็นเหตุผลเพียงพอที่จะต้องเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ และเชื่อว่าการจัดตั้งรัฐบาลไม่น่าล่าช้าเกิน 1 เดือน พร้อมประเมินว่ารัฐบาลใหม่จะมีเสถียรภาพอย่างน้อย 2 ปี ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจต่อตลาดทุนและค่าเงินทันที

“ถ้ารัฐบาลรวมเสียงได้เกือบ 200 เสียง ตลาดทุนจะตอบรับทันที หุ้นจะขึ้น บาทจะแข็ง เพราะนักลงทุนมั่นใจในเสถียรภาพ และยิ่งถ้าได้ ครม. เศรษฐกิจที่มีภาพลักษณ์พูดจริงทำจริง ก็จะยิ่งดึงดูดความเชื่อมั่นจากนานาชาติได้มาก”

แนวทางการบริหารงานและข้อเสนอแนะ

สำหรับแนวทางการบริหารงาน ธนวรรธน์ เสนอแนวคิดการจัดทัพ ครม. เศรษฐกิจแบบ “One Team” โดยมองว่าพรรคแกนนำควรดูแลกระทรวงเศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่องกันตลอดห่วงโซ่อุปทาน ได้แก่ กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อแก้ปัญหาคลาสสิกของไทยที่การผลิตกับการตลาดมักเดินสวนทางกัน

“ปัญหาโลกแตกของไทยคือผลิตแล้วไม่มีที่ขาย หรือตลาดต้องการแต่เราผลิตไม่ได้ ถ้าให้พรรคเดียวดูแลทั้งเกษตร พาณิชย์ และอุตสาหกรรม การทำงานจะเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ นำไปสู่การแปรรูปเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรที่ทำได้จริง”

การแก้ไขวิกฤตภาพลักษณ์ของประเทศ

อย่างไรก็ดี ธนวรรธน์ เน้นย้ำถึงวิกฤตภาพลักษณ์ของประเทศ ทั้งปัญหาคอร์รัปชันที่อันดับของไทยลดลง และปัญหาความปลอดภัยจากมิจฉาชีพ โดยเสนอให้รัฐบาลใช้วิธีการลงโทษทางสังคม และนำระบบประเมินความโปร่งใส (ITA) มาใช้อย่างเข้มข้นเหมือนเกาหลีใต้และมาเลเซีย เพื่อกู้คืนศรัทธาจากประชาชน

นอกจากนี้ ยังชี้เป้าภัยคุกคามใหม่ที่กระทบการท่องเที่ยวโดยตรง คือแก๊งสแกมเมอร์และทุนสีเทา ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติกังวลเรื่องความปลอดภัย

“รัฐบาลต้องประกาศสงครามกับคอร์รัปชันและแก๊งสแกมเมอร์อย่างจริงจัง บังคับใช้กฎหมายให้เด็ดขาด เพราะถ้าปล่อยให้มีข่าวเรื่องความไม่ปลอดภัย นักท่องเที่ยวหาย การท่องเที่ยวที่กำลังฟื้นตัวจะสะดุดทันที”