ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 5.25-5.50% ในการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) สิ้นสุดเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2567 ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดการเงินคาดการณ์ไว้ โดยเป็นการคงดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่ 5 หลังจากที่เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการ FOMC ได้ส่งสัญญาณว่าอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 3 ครั้งในปี 2567 โดยรวมลดลง 0.75% ซึ่งสอดคล้องกับที่เฟดคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ โดยประธานเฟด เจอโรม พาวเวลล์ กล่าวว่า ตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดไม่ได้ทำให้ภาพรวมเปลี่ยนไปมากนัก และเฟดยังคงต้องการเห็นหลักฐานเพิ่มเติมว่าเงินเฟ้อกำลังชะลอตัวลงสู่เป้าหมาย 2% อย่างยั่งยืน ก่อนที่จะตัดสินใจลดดอกเบี้ย
ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้น
หลังจากที่เฟดประกาศคงดอกเบี้ยและส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้น โดยดัชนี S&P 500 ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ดัชนี Dow Jones และ Nasdaq ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน นักลงทุนมองว่าสัญญาณของเฟดเป็นปัจจัยบวกต่อตลาด เนื่องจากดอกเบี้ยที่ต่ำลงจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสนับสนุนการลงทุน
คาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐ
เฟดได้ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐในปี 2567 เป็น 2.1% จากเดิมที่ 1.4% สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ ขณะที่คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (PCE) ในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 2.4% จากเดิม 2.2% ส่วนคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core PCE) เพิ่มขึ้นเป็น 2.6% จากเดิม 2.4% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมาย 2% ทำให้เฟดยังไม่รีบลดดอกเบี้ย
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
การส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยของเฟดมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในหลายด้าน อาทิ ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น เนื่องจากเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง ซึ่งอาจส่งผลดีต่อการนำเข้า แต่กระทบต่อการส่งออก นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยที่ลดลงของสหรัฐอาจทำให้ธนาคารกลางไทยมีช่องว่างในการพิจารณาลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทยต่อไป



