นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความยินดีหลังจากที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ มูดี้ส์ เรทติ้งส์ ได้ออกรายงานฉบับล่าสุดเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 โดยระบุว่าประเทศไทย อินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเม็กซิโก เป็นกลุ่มประเทศในตลาดเกิดใหม่ที่มีความพร้อมมากกว่าหลายประเทศในการรับมือกับภาวะช็อกของเศรษฐกิจโลกในอนาคต
ปัจจัยที่ทำให้ไทยถูกจัดอันดับ
รายงานของมูดี้ส์ระบุว่า ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศดังกล่าวเนื่องจากได้แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาที่ตลาดเผชิญความตึงเครียด โดยมีปัจจัยสนับสนุนดังนี้
กรอบนโยบายที่แข็งแกร่ง
ไทยมีกรอบนโยบายการเงินที่ชัดเจนและคาดการณ์ได้ ซึ่งบ่งชี้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รับการมองว่ามีความน่าเชื่อถือและมีเสถียรภาพในการจัดการด้านเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย
การคาดการณ์เงินเฟ้อที่มั่นคง
การคาดการณ์เงินเฟ้อที่มั่นคงหมายความว่าภาคธุรกิจและนักลงทุนโดยทั่วไปเชื่อว่าเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ภายใต้การควบคุม ซึ่งช่วยลดความตื่นตระหนกเมื่อเกิดภาวะช็อกจากภายนอก
อัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่น
สกุลเงินบาทสามารถปรับค่าได้เมื่อมีความจำเป็น ซึ่งช่วยดูดซับแรงกระแทกแทนที่จะต้องใช้มาตรการทางการเงินที่รุนแรง
การรับมือผ่านการปรับตัวของราคา
ประเทศไทยซึ่งมีเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่น มักรับมือความผันผวนผ่านการปรับตัวของราคาในตลาด เช่น ค่าเงิน ผลตอบแทนพันธบัตร และราคาหุ้น โดยไม่สูญเสียความสามารถในการเข้าถึงตลาดทุน
การปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือ
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 มูดี้ส์ได้ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จากระดับ "เชิงลบ" (Negative Outlook) เป็นระดับ "มีเสถียรภาพ" (Stable Outlook) และคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ไว้ที่ Baa1 การปรับมุมมองในครั้งนี้สะท้อนถึงการปรับดีขึ้นของสมดุลความเสี่ยง (Balance of Risks) ต่อเศรษฐกิจไทยและความเชื่อมั่นต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ



