สัญญาณ "ของแพง" เมษายน 2569 ยักษ์ FMCG 9 รายจ่อขยับราคา ต้นทุนพุ่งกระทบค่าครองชีพทั้งบ้าน
จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอล ที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องไกลตัว แต่สำหรับประเทศไทยแล้ว กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจจริงผ่านราคาพลังงานและวัตถุดิบ สัญญาณที่ชัดเจนคือราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับไม่เกิน 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นช่วง 95-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคแทบทุกชนิดถูกกดดันให้ขยับขึ้น
แรงกดดันต้นทุนจากพลังงานและวัตถุดิบ
กระทรวงพาณิชย์รายงานว่า บรรจุภัณฑ์พลาสติกและขวดพลาสติกอาจเสี่ยงขาดแคลนในเดือนเมษายน 2569 เนื่องจากจัดหาได้เพียง 50% ของความต้องการ เนื่องจากวัตถุดิบหลักคือน้ำมันมีราคาสูงขึ้น นอกจากนี้ ระบบโลจิสติกส์ที่พึ่งพาน้ำมันดีเซลสำหรับการขนส่งสินค้าก็มีต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้เกิดภาวะสินค้าขาดสต็อกและอาจนำไปสู่การปรับราคาตามกลไกตลาด
สัญญาณล่วงหน้าจากผู้ผลิตยักษ์ใหญ่
บริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่หลายแห่ง เช่น ยูนิลีเวอร์ เบอร์ลี จักเกอร์ เอฟแอนด์เอ็น แดรีส์ และสหพัฒน์ ได้ทยอยส่งหนังสือถึงคู่ค้าเพื่อแจ้งปัญหาแรงกดดันด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากความไม่แน่นอนด้านพลังงานและวัตถุดิบ สาระสำคัญที่เหมือนกันคือเริ่มเห็นต้นทุนตึงตัวชัดเจน บางรายการอาจกระทบตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 พร้อมมีการเพิ่มสต็อกสินค้าล่วงหน้า แม้ไม่ใช่การประกาศขึ้นราคาตรงๆ แต่ถือเป็นสัญญาณล่วงหน้าว่าอาจอั้นต้นทุนไว้ไม่ไหวและส่งต่อให้ผู้บริโภคในอนาคตอันใกล้
9 ยักษ์ใหญ่ FMCG ผู้กำหนด "ต้นทุนชีวิต" ของคนไทย
รัฐบาลได้เรียกผู้ประกอบการรายใหญ่มาหารือเพื่อตรึงราคาสินค้า ซึ่งปรากฏรายชื่อ "Big 9" แห่งวงการ FMCG (สินค้าอุปโภคบริโภคที่ขายเร็ว) หากบริษัทเหล่านี้ขยับราคาพร้อมกัน อาจเกิดปรากฏการณ์ "แพงยกบ้าน" เนื่องจากสินค้าแทรกซึมในชีวิตประจำวันของคนไทยแทบทั้งสิ้น ประกอบด้วย:
- ยูนิลีเวอร์ (Unilever) เบอร์ 1 ธุรกิจ FMCG ในไทย ครอบคลุมผลิตภัณฑ์เช่น บรีส ซันซิล โดฟ คนอร์ วาสลีน
- สหพัฒน์ (Saha Pathanapibul) บริษัทเก่าแก่กว่า 80 ปี มีสินค้าเช่น มาม่า ผงซักฟอกเปา สบู่โชกุบุสซึ เอสเซ้นซ์ ไลปอน เอฟ และชุดชั้นในวาโก้
- พีแอนด์จี (P&G) ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรม เช่น แพนทีน เฮดแอนด์โชว์เดอร์ ดาวน์นี่ ยิลเลตต์ แพมเพิร์ส รีจอยส์
- นีโอ (Neo Corporate) ผู้ผลิตสินค้าในบ้าน เช่น ไฟน์ไลน์ ดีนี่ บีไนซ์
- โอสถสภา (Osotspa) อาณาจักรธุรกิจคู่คนไทย เช่น เอ็ม-150 ซี-วิท ทเวลฟ์ พลัส เบบี้มายด์ เอ็กซิท แบนเนอร์ ลูกอมโอเล่
- บีเจซี (BJC/Big C) ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ขนมเทสโต โดโซะ ปาร์ตี้ แคมปัส กระดาษทิชชู่เซลล็อกซ์ สบู่พฤกษานกแก้ว และบรรจุภัณฑ์
- เอฟแอนด์เอ็น (F&N) ผู้นำตลาดอาหารและเครื่องดื่ม เช่น นมข้นหวานมะลิ ทีพอท แบร์แบรนด์ แมกโนเลีย
- เนสท์เล่ (Nestle) บริษัทอาหารและเครื่องดื่มใหญ่ที่สุดในโลก เช่น เนสกาแฟ ไมโล ตราหมี แม็กกี้ น้ำดื่มเนสท์เล่ เพียวไลฟ์
- ดัชมิลล์ (Dutch Mill) ผู้ผลิตนมเปรี้ยวดัชมิลล์ โยเกิร์ต นมสด เช่น ดีน่า ดีมอลต์ อาราบัส เนเจอรี่
เมษายน 2569: จุดวัดใจของค่าครองชีพ
กระทรวงพาณิชย์ชี้ว่าหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อ ผลกระทบจะไม่หยุดแค่ราคาน้ำมัน แต่จะลามสู่โครงสร้างต้นทุนแฝง เช่น บรรจุภัณฑ์ ระบบโลจิสติกส์ และภาวะขาดแคลนสินค้า การที่รัฐบาลเชิญ 9 บริษัทยักษ์ใหญ่มาพูดคุยสะท้อนว่านี่คือจุดยุทธศาสตร์ของค่าครองชีพ หากยักษ์ใหญ่เหล่านี้ขยับราคาในเดือนเมษายน 2569 จะไม่ใช่แค่การจ่ายเงินเพิ่มขึ้น 1-2 บาทต่อชิ้น แต่เป็นการเพิ่มขึ้นของรายจ่ายทั้งตะกร้าสินค้า
เมื่อ "ของแพงขึ้นทั้งบ้าน" เกิดขึ้นพร้อมกัน มันเป็นสัญญาณของเงินเฟ้อที่ฝังตัวลึกในเชิงโครงสร้าง โดยต้นทุนพลังงานกลายเป็นตัวกำหนดราคาอาหารและของใช้ส่วนตัว ผู้บริโภคอาจต้องวางแผนรับมือกับ "New Normal" ของราคาสินค้าที่อาจไม่กลับไปจุดเดิมอีกต่อไป สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือมาตรการของรัฐและการบริหารจัดการต้นทุนของ 9 บริษัทยักษ์ใหญ่จะช่วยชะลอแรงกระแทกได้นานแค่ไหน ภายใต้ความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยและรายได้ที่ยังไม่โตเท่าค่าครองชีพ หากเกิด Cost-push Inflation รอบใหม่ แรงกดดันจะตกที่กำลังซื้อโดยตรงและกระทบแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป



