ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมของไทยในเดือนเมษายน 2569 ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 มาอยู่ที่ระดับ 45.0 ซึ่งยังคงอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น (ต่ำกว่า 50) โดยสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่ามีปัจจัยหลัก 4 ประการที่ฉุดรั้งความเชื่อมั่น ได้แก่ เศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ราคาพลังงานที่ทรงตัวในระดับสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หนี้สินครัวเรือนและภาคธุรกิจที่ยังสูง รวมถึงต้นทุนการผลิตภาคเกษตรที่เพิ่มขึ้น
ปัจจัยฉุดดัชนีความเชื่อมั่น
ผลสำรวจจากประชาชน 5,321 รายทั่วประเทศชี้ว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันอยู่ที่ 35.0 ลดลงจาก 36.8 ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ 51.7 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 51.2 และยังอยู่ในช่วงเชื่อมั่น โดยได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังต่อมาตรการภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาค่าครองชีพ
ราคาพลังงานและหนี้สินยังกดดัน
ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงกลายเป็นปัจจัยสำคัญอันดับสองรองจากเศรษฐกิจไทย เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและราคาสินค้า ขณะที่กำลังซื้อฟื้นตัวจำกัด ภาคธุรกิจต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นแต่ไม่สามารถปรับราคาขายได้เต็มที่ หนี้สินครัวเรือนและธุรกิจยังอยู่ในระดับสูง ส่วนภาคเกษตรเผชิญต้นทุนเพิ่มและราคาผลผลิตผันผวน
ปัจจัยบวกช่วยประคับประคอง
ภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวจากเทศกาลและนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงการส่งออกที่ขยายตัวดี ยังช่วยพยุงเศรษฐกิจโดยรวม กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดนโยบายสำคัญเพื่อดูแลค่าครองชีพและยกระดับเศรษฐกิจ ประกอบด้วย 5 มาตรการหลัก ได้แก่ การดูแลค่าครองชีพและสร้างรายได้ การรักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตร การเสริมความเข้มแข็ง SMEs และชุมชน การสร้างสมดุลการส่งออก และการยกระดับเทคโนโลยีบริการและปรับปรุงกฎระเบียบ
แนวโน้มระยะต่อไป
หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางคลี่คลายและราคาน้ำมันลดลงต่อเนื่อง จะช่วยลดต้นทุนในระบบเศรษฐกิจและสนับสนุนให้ความเชื่อมั่นปรับตัวดีขึ้นในระยะถัดไป อย่างไรก็ตาม การปรับลดลงอย่างต่อเนื่องของดัชนีสะท้อนแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ยังมีอยู่ ทั้งจากภายในประเทศและปัจจัยภายนอก



