เปิดเทอมปี'69 ค่าใช้จ่ายพุ่งสูงสุดในรอบ 17 ปี พ่อแม่วางแผนการเงินยังไงให้รอด
เปิดเทอมปี'69 ค่าใช้จ่ายพุ่งสูงสุด พ่อแม่วางแผนการเงินยังไง

เปิดเทอมแต่ละทีพ่อแม่ต้องคิดหนัก เพราะต้องเตรียมเงินให้พอจ่ายกับทุกเรื่อง ยิ่งมีลูกหลายคนค่าใช้จ่ายมักเพิ่มเป็นเท่าตัว บางบ้านต้องมีหลักหมื่นไปจนถึงหลักแสน แม้เปิดเทอมแล้วพ่อแม่จะมีเวลามากขึ้นเพราะลูกไปโรงเรียนกันหมด แต่ในด้านค่าใช้จ่ายยิ่งต้องคิดหนัก เพราะต้องเตรียมเงินให้พอจ่ายกับทุกเรื่อง ยิ่งมีลูกหลายคนค่าใช้จ่ายมักเพิ่มเป็นเท่าตัว บางบ้านต้องมีหลักหมื่นไปจนถึงหลักแสน นี่ไม่ใช่แค่การหาเงินเพื่อให้ลูกไปโรงเรียน แต่ต้องพร้อมสนับสนุนให้ลูกเข้าสังคม ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอีกด้วย

ปี 2569 คนไทยมีค่าใช้จ่ายเปิดเทอมเท่าไร?

ผลสำรวจล่าสุดของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่าปี 2569 นี้มูลค่าการใช้จ่ายช่วงเปิดเทอมอยู่ที่ 66,000 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้ถือว่าสูงสุดในรอบ 17 ปีนับตั้งแต่ปี 2553 และมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่ 29,930 บาท ขึ้นอยู่กับว่าเรียนโรงเรียนประเภทไหน เช่น โรงเรียนรัฐบาลห้องปกติ 10,975 บาท โรงเรียนรัฐบาลห้องพิเศษ 33,874 บาท โรงเรียนเอกชนภาคภาษาไทย 31,040 บาท โรงเรียนเอกชน 2 ภาษา 52,660 บาท

ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยังเล่าอินไซต์จากผลสำรวจล่าสุดนี้ว่า คนไทยให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษาของลูกหลานมากๆ ยอมจ่ายเพิ่มให้ลูกเรียนพิเศษ และไปลดค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าท่องเที่ยว ค่าอาหารในบ้าน หรือค่าใช้จ่ายส่วนตัวแทน นอกจากนี้ เมื่อค่าใช้จ่ายช่วงเปิดเทอมเป็นก้อนใหญ่ หลายบ้านหมุนไม่ทัน จนต้องไปกู้เงินในระบบและนอกระบบมาจ่าย ไปจำนำทรัพย์สิน หรือยอมใช้บัตรกดเงินสดและไปผ่อนชำระทีหลัง เรียกว่าหลายบ้านพ่อแม่ยอมลดคุณภาพชีวิตของตัวเองเพื่อแลกกับอนาคตของลูกๆ และหวังว่าเขาจะมีชีวิตที่ดียิ่งขึ้นในระยะยาว

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

พ่อแม่ในฐานะโค้ชการเงินของบ้านต้องวางแผนยังไง

ค่าใช้จ่ายเรื่องลูกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่รายได้อาจเพิ่มตามไม่ทัน ดังนั้น พ่อแม่ควรอัปสกิลเป็น “โค้ชการเงิน” เพื่อจัดการรายจ่ายในบ้านและเป็นต้นแบบที่ดีให้ลูกๆ การอัปสกิลที่ว่าไม่ใช่แค่ความรู้ทางการเงิน แต่เป็นการปรับพฤติกรรมซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญว่าการเงินจะดีขึ้นได้ไหม? ดังนั้น เราสามารถเริ่มจากเรื่องง่ายๆ อย่างการ “ทำรายรับ-รายจ่าย” สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การจดบันทึก แต่คือการทำให้สม่ำเสมอ การทำบัญชีก็เพื่อให้เรารู้สถานะการเงินของครอบครัวจริงๆ รายจ่ายประจำในแต่ละเดือน ควรแบ่งหมวดหมู่ให้ชัดเจน เช่น ค่าอาหาร ค่าท่องเที่ยว ค่าน้ำค่าไฟ บิลภาระหนี้ เป็นต้น หลังจากนั้นนำมาจัดลำดับความสำคัญหรือทำปฏิทินรายจ่ายให้ชัดเจนว่า ช่วงเดือนไหนจะมีค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่บ้าง เช่น โรงเรียนทั่วไปมักต้องจ่ายค่าเทอมในช่วงเดือน พ.ค. และ พ.ย. ของทุกปี

วางแผนเรื่องหนี้

หนี้หรือสินเชื่อไม่ใช่ตัวร้ายเสมอไป เช่น ถ้าเราอยากมีบ้านแต่ไม่มีเงินก้อนใหญ่ ก็ต้องขอสินเชื่อ แต่จะวางแผนจ่ายหนี้ยังไงให้สบายตัว สบายใจ นี่ล่ะเรื่องใหญ่ของจริง ดังนั้น เพื่อให้ชีวิตง่ายขึ้น ลิสต์หนี้ทั้งหมดที่มีเจาะรายละเอียดทั้ง “ยอดหนี้รวม ค่างวด (ไม่รวมกรณีผ่อนบัตรขั้นต่ำ) ระยะเวลาจ่ายหนี้ ดอกเบี้ยรายปี” ถ้าภาระหนี้ทั้งหมดไม่เกิน 40% ของรายได้แสดงว่าเรายังบริหารการเงินได้ดี แต่ถ้าเริ่มเกิน 50-70% นี่อาจเป็นจุดอันตรายที่ต้องรีบวางแผนเคลียร์หนี้แล้ว ในกรณีที่มีหนี้ดอกเบี้ยสูง เช่น บัตรเครดิตที่จะคิดอัตราดอกเบี้ยสูงสุด 16% ต่อปี อาจวางแผนจัดการหนี้ก้อนนี้ก่อน ผ่านจ่ายโปะ ปรับโครงสร้างให้ดอกเบี้ยลดลง หรือการรวมหนี้กับสินเชื่อบ้านที่มีอยู่ให้ได้ดอกเบี้ยที่ถูกลง เป็นต้น

เก็บเงินฉุกเฉิน - ใช้ประกันภัยปิดความเสี่ยง

หลังทำ 2 ข้อแรกมาจะเริ่มเห็นภาพรวมการเงินของเรา แต่ที่จริงยังมีเรื่องสำคัญที่สุดคือ เงินสำรองฉุกเฉิน อย่างน้อย 3-6 เดือนของค่าใช้จ่ายรายเดือน ต้องเก็บในที่ๆ สามารถถอนออกมาใช้ได้ทันที เช่น เงินฝากออมทรัพย์ ฯลฯ เพราะถ้าเกิดสิ่งไม่คาดฝันขึ้น นี่จะเป็นเงินก้อนที่ช่วยให้เราหายใจได้คล่องขึ้น ต่อมา ประกันภัย ถ้าชีวิตเรามีความเสี่ยงด้านไหนก็ปิดความเสี่ยงนั้นด้วยประกันภัย เช่น ประกันอุบัติเหตุ ประกันรถยนต์ ประกันสุขภาพ หรือประกันชีวิต ลองเลือกวงเงินและเงื่อนไขที่เหมาะสมกับตัวเอง เคล็ดลับคือ ดูค่าเบี้ยฯ ในระยะยาวว่าเราจ่ายได้จริงไหม ถ้าทำความคุ้มครองไว้สูง แต่ไม่มีเงินจ่ายเบี้ยฯ จนประกันขาดไป… ก็เสียประโยชน์อยู่ดี

วางแผนลงทุน

แม้มีหนี้อยู่ เราก็วางแผนการลงทุนได้ เพราะนี่จะเป็นเหมือนถุงเงินให้ลูก ไว้ต่อยอดได้ในอนาคต เบื้องต้นอาจแบ่งเงินบางส่วน จะหลักร้อยหรือพันบาทต่อเดือนก็ปรับตามที่เราไหว โดยเงินก้อนนี้จะเน้นลงทุนให้เติบโตในระยะยาว อาจใช้กลยุทธ์ DCA หรือ Dollar-Cost Averaging (การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน) ค่อยๆ ลงทุนให้เงินมันงอกเงย แน่นอนว่า ต้องลงทุนตามความเสี่ยงที่รับได้จริง ลงทุนในสิ่งที่เราเข้าใจ ไม่ลงทุนตามกระแส และอาจต้องคอยปรับพอร์ตทุกๆ 6 เดือนหรือ 1 ปี เพื่อให้รู้สถานะของพอร์ต

อ้างอิงข้อมูล ม.หอการค้าไทย, สมาคมนักวางแผนการเงินไทย, ธปท.