ธนาคารแห่งประเทศไทยเผยแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2567 โต 2.6% ชี้ปัจจัยเสี่ยงจากโลกาภิวัตน์
ธปท.คาดเศรษฐกิจไทยปี 67 โต 2.6% เตือนความเสี่ยงจากโลกาภิวัตน์

ธนาคารแห่งประเทศไทยเผยแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2567 โต 2.6% ชี้ปัจจัยเสี่ยงจากโลกาภิวัตน์

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจไทยสำหรับปี 2567 โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวที่อัตรา 2.6% ซึ่งสะท้อนถึงการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยภายในประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็ได้เตือนถึงความเสี่ยงจากโลกาภิวัตน์และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตในระยะยาว

ปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

การเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้คาดว่าจะได้รับแรงหนุนหลักจากการบริโภคภายในประเทศที่ยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะจากภาคครัวเรือนที่เริ่มฟื้นตัวหลังจากการผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 นอกจากนี้ การลงทุนภาคเอกชนก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของธุรกิจและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ความเสี่ยงและความท้าทายที่ต้องเฝ้าระวัง

แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะแสดงสัญญาณที่ดี แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เน้นย้ำถึงความเสี่ยงจากโลกาภิวัตน์ เช่น ความผันผวนของตลาดการเงินระหว่างประเทศและความตึงเครียดทางการค้าที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกและภาคการท่องเที่ยว นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศก็เป็นอีกปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะอาจทำให้การลงทุนและความเชื่อมั่นของนักธุรกิจลดลงได้

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

เพื่อรับมือกับความเสี่ยงเหล่านี้ ธปท. ได้เสนอแนะมาตรการต่างๆ เช่น

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
  • การเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบการเงิน
  • การส่งเสริมการลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรม
  • การปรับปรุงนโยบายเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป

แนวโน้มในอนาคตและข้อเสนอแนะ

ในระยะยาว ธนาคารแห่งประเทศไทยมองว่าเศรษฐกิจไทยยังมีศักยภาพในการเติบโต แต่จำเป็นต้องอาศัยการปรับตัวและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะแรงงานและการยกระดับอุตสาหกรรมให้ทันสมัย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

สรุปได้ว่า แม้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2567 จะเป็นไปในทางบวกด้วยการเติบโตที่คาดไว้ 2.6% แต่การจัดการกับความเสี่ยงจากโลกาภิวัตน์และความไม่แน่นอนทางการเมืองยังคงเป็นความท้าทายสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต