SCB EIC เผยน้ำมันพุ่ง 6 บาท กด GDP ไทยเหลือ 1.4% กระทบกำลังซื้อและความเชื่อมั่นระยะสั้น
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยถึงกรณีราคาน้ำมันปรับขึ้นทันที 6 บาท ตั้งแต่เวลา 05.00 น. ของวันที่ 26 มีนาคม 2569 ว่าเป็นการปรับขึ้นในระดับสูงที่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพและกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในเชิงจิตวิทยาที่ทำให้ประชาชนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ขณะที่ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นเริ่มส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการแล้ว
ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น
นายยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน SCB EIC มองว่าแนวโน้มราคาน้ำมันโลกยังอยู่ในระดับสูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีโอกาสยืดเยื้อ แม้สงครามยุติ ราคาพลังงานก็มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง โดยราคาขายปลีกที่สะท้อนต้นทุนจริงอาจอยู่ในระดับประมาณ 60 บาทต่อลิตรหรือมากกว่า
SCB EIC เห็นว่าการปรับนโยบายจากการตรึงราคาน้ำมันแบบหน้ากระดาน ไปสู่การทยอยลอยตัวแบบบริหารจัดการ (managed float) เป็นแนวทางที่เหมาะสม เพื่อจำกัดภาระทางการคลังและลดแรงกดดันต่อกองทุนน้ำมันที่ปัจจุบันติดลบราว 40,000 ล้านบาท รัฐบาลคงไม่ปล่อยให้ราคาขึ้นไปถึงราคาที่แท้จริงทันที แต่ทิศทางต้องค่อย ๆ ปรับ
การตรึงราคาน้ำมันในระดับต่ำเป็นเวลานาน อาจทำให้เมื่อถึงเวลาปรับราคา จำเป็นต้องปรับขึ้นในระดับสูง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากกว่าเดิม อีกทั้งการอุดหนุนแบบทั่วถึงทำให้ผู้มีรายได้สูงได้รับประโยชน์มากกว่ากลุ่มเปราะบาง เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ใช้พลังงานมากกว่า จึงควรปรับมาตรการไปช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม เช่น ผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร และภาคขนส่งสาธารณะ
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและกำลังซื้อ
ในด้านผลกระทบต่อเศรษฐกิจ SCB EIC มองว่าราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นจะกดดันกำลังซื้อ เนื่องจากค่าจ้างที่แท้จริง (Real Wage) ในช่วง 4-5 ปีหลังโควิดอยู่ในระดับติดลบ และมีแนวโน้มติดลบต่อในปีนี้ ส่งผลให้รายได้เติบโตไม่ทันค่าครองชีพ และกระทบการใช้จ่ายสินค้าอื่น
ไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานในระดับสูง โดยมูลค่าการนำเข้าน้ำมันและก๊าซสุทธิคิดเป็นประมาณ 8% ของ GDP และพลังงานมีสัดส่วนเกือบ 10% ในตะกร้าเงินเฟ้อ (CPI) อีกทั้งประสิทธิภาพการใช้พลังงานของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ต้องใช้พลังงานในปริมาณสูงเพื่อสร้าง GDP 1 หน่วย ส่งผลให้เศรษฐกิจได้รับผลกระทบมากเมื่อเกิด Oil Shock
3 ฉากทัศน์วิกฤตตะวันออกกลาง
SCB EIC ประเมิน 3 ฉากทัศน์ของวิกฤตตะวันออกกลาง ดังนี้
- กรณีฐาน ให้โอกาส 50% คาดความขัดแย้งยุติภายใน 2 เดือน ราคาน้ำมันดิบ Brent เฉลี่ย 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัว 1.4% และเงินเฟ้อ 3.2% ซึ่งสูงกว่ากรอบบนของเป้าหมายนโยบายการเงิน
- กรณีเลวร้าย ให้โอกาส 40% หากความขัดแย้งยืดเยื้อ 4 เดือน และกระทบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมัน Brent อาจเฉลี่ย 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ GDP ไทยลดลงเหลือ 0.8-1.1% และเงินเฟ้อเร่งตัวเป็น 4-5% สะท้อนความเสี่ยงภาวะ Stagflation
- กรณีรุนแรง ยืดเยื้อเกิน 4 เดือน สงครามขยายวงกว้างมีประเทศในตะวันออกกลางที่เข้าร่วมสงครามมากขึ้น รวมถึงมีแหล่งผลิตและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานถูกทำลายอย่างหนัก กรณีนี้ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยทั้งปีอาจสูงขึ้นถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
วิกฤตพลังงานครั้งนี้มีแนวโน้มส่งผลกระทบเป็นวงกว้างกว่าวิกฤตพลังงานในอดีต โดยกำลังขยายผลวงกว้างเป็น “วิกฤตสองทาง” ทั้งจากสินค้าพลังงานและจากการขาดแคลนสินค้าต้นน้ำของอุตสาหกรรมสำคัญบางชนิด เช่น เม็ดพลาสติก ปุ๋ย ยา และโลหะ
ผลกระทบต่อภาคธุรกิจและเสถียรภาพเศรษฐกิจ
ในด้านภาคธุรกิจ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นส่งผลต่อสภาพคล่อง การลงทุน และการจ้างงาน โดยการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น Data Center และ EV ที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI ยังมีแนวโน้มเดินหน้าต่อได้ แต่การลงทุนภาคเอกชนในธุรกิจดั้งเดิม อสังหาริมทรัพย์ และภาคก่อสร้างมีแนวโน้มชะลอ
ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ไทยยังมีเงินสำรองระหว่างประเทศประมาณ 284,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีหนี้ต่างประเทศในระดับต่ำ ซึ่งเป็นปัจจัยช่วยรองรับความผันผวนของค่าเงินและลดความเสี่ยงต่อวิกฤตรุนแรงแบบปี 2540 ทั้งนี้ ระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 66% ใกล้เพดาน 70% ทำให้ภาครัฐอาจต้องพิจารณาการบริหารงบประมาณและการกู้เงินเพิ่มเติมอย่างรอบคอบ
มาตรการระยะสั้นและระยะยาว
ในระยะยาว ไทยควรเร่งลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน พลังงานทดแทน Solar Rooftop รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และการลงทุนสีเขียว เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน และเพิ่มความมั่นคงทางเศรษฐกิจในอนาคต ขณะที่ระยะสั้น ควรใช้มาตรการช่วยเหลือแบบเฉพาะจุด เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนและควบคุมแรงกดดันเงินเฟ้อไม่ให้เร่งตัวมากเกินไป
อย่างไรก็ตาม SCB EIC ได้ปรับลดประมาณการ GDP ไทยปี 2569 เหลือ 1.4% จาก 1.8% จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลางที่ดันราคาพลังงาน-สินค้าโภคภัณฑ์พุ่งสูงขึ้น กดดันเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีขึ้น 3.2% สูงกว่ากรอบเป้าหมาย ธปท. กระทบกำลังซื้อครัวเรือน การบริโภคชะลอ ภาคธุรกิจเผชิญต้นทุนสูง กำไรลด ลงทุนชะลอ เสี่ยง triple deficits
SCB EIC คาดว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยนโยบาย 1% ในปี 2569 ไม่ขึ้นดอกเบี้ยแม้เงินเฟ้อสูง เพราะเป็นแรงกดดันด้านอุปทาน และเศรษฐกิจยังเปราะบางจากหนี้ครัวเรือน- SME สูง แต่มีโอกาสลดดอกเบี้ยได้อีก 1 ครั้ง หาก GDP แย่กว่าคาด พร้อมใช้มาตรการเฉพาะจุด เช่น ปรับโครงสร้างหนี้, soft loan, ค้ำประกันสินเชื่อ



