ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำสุดรอบ 6 เดือน หลังสงครามตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันพุ่ง
ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำสุดรอบ 6 เดือน หลังสงครามดันน้ำมันแพง (10.04.2026)

ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำสุดรอบ 6 เดือน หลังสงครามตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันพุ่ง

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมีนาคม 2569 ที่ปรับตัวลดลงจากระดับ 53.7 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เป็น 51.8 ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 สาเหตุหลักมาจากความกังวลของผู้บริโภคต่อสงครามในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นและกระทบต่อค่าครองชีพอย่างรุนแรง

ปัจจัยหลักที่ทำให้ความเชื่อมั่นลดลง

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ระบุว่า มี 3 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงอย่างต่อเนื่อง ได้แก่

  1. ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพ โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่ส่งผลต่อต้นทุนการขนส่งและราคาสินค้า
  2. ภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอน จากสถานการณ์ความขัดแย้งในระดับโลก
  3. เสถียรภาพทางการเมือง แม้ว่ารัฐบาลยังทำงานได้ แต่มีกระแสวิจารณ์หลายประเด็น โดยเฉพาะด้านพลังงาน

นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 45.5 ลดลงจาก 47.3 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานอยู่ที่ 49.8 ลดจาก 51.5 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 60.2 ลดจาก 62.4 ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลในหลายมิติ

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ผลกระทบจากราคาน้ำมันและสถานการณ์ตะวันออกกลาง

ผลสำรวจครั้งนี้ยังไม่ครอบคลุมสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยราคาน้ำมันเฉลี่ยเพิ่มขึ้นประมาณ 18 บาทต่อลิตร จากเดิมที่รับรู้เพียง 11 บาทต่อลิตร ซึ่งทุกครั้งที่ราคาน้ำมันสูงขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล จะทำให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงอย่างต่อเนื่อง

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

แม้ว่าราคาน้ำมันดิบเริ่มลดลงมาอยู่ที่ 97-98 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และสถานการณ์ตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลายหลังสหรัฐฯ และอิหร่านประกาศพักรบ 2 สัปดาห์ แต่ยังมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากอิสราเอลยังคงโจมตีเลบานอน ซึ่งเป็นพันธมิตรของอิหร่าน ทำให้อิหร่านกลับมาปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

จับตาการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านและผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

นายธนวรรธน์เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ปากีสถานในวันที่ 10 เมษายน 2569 หากการสู้รบสามารถยุติลงได้ในระยะยาว สถานการณ์ต่างๆ จะคลี่คลายและดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอาจหยุดทรุดตัวหรือกลับมาฟื้นตัวได้

อย่างไรก็ตาม หากการเจรจาล้มเหลวและสงครามลากยาวต่อไปอีก 3-6 เดือน ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต การขนส่ง ราคาสินค้า และค่าครองชีพ ซึ่งอาจนำไปสู่อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นและกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจยังไม่ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เนื่องจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังไม่นิ่ง โดยประเมิน 3 กรณี ดังนี้

  • กรณีแรก สถานการณ์ตะวันออกกลางยืดเยื้อ 1 เดือน เศรษฐกิจไทยคาดขยายตัว 1.6%
  • กรณีที่สอง ยืดเยื้อ 1-3 เดือน เศรษฐกิจไทยเติบโต 1-1.5%
  • กรณีสุดท้าย ยืดเยื้อบานปลาย 6 เดือนขึ้นไป เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัว 0% หรือติดลบ

หากสถานการณ์ยืดเยื้อไม่เกิน 3 เดือน และเศรษฐกิจทั่วโลกเริ่มคลายตัวในช่วงกลางไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 ร่วมกับการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เช่น โครงการคนละครึ่งพลัสที่ใช้งบประมาณ 40,000 ล้านบาท และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 20,000 ล้านบาท รวมถึงภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกที่ยังไม่ชะลอตัวชัดเจน เศรษฐกิจไทยปี 2569 น่าจะเติบโตอยู่ที่ 1-1.5% แต่หากสถานการณ์บานปลายและราคาน้ำมันแพงขึ้น ศูนย์ฯ จะวิเคราะห์สถานการณ์ใหม่อีกครั้งและอาจปรับประมาณการในเดือนมิถุนายน 2569