สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ-เฟดชะลอลดดอกเบี้ย กดดันเงินบาทอ่อนค่าสูงสุดในรอบ 5 เดือน
สถานการณ์การเงินโลกกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากปัจจัยลบหลายด้าน โดยเฉพาะสงครามในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีทีท่าจะคลี่คลายในเร็ววัน รวมถึงทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐอเมริกาที่อาจชะลอการลดอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง
เงินบาทอ่อนค่าเหนือ 32.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ สูงสุดในรอบ 5 เดือน
นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส จากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เงินบาทอ่อนค่าเกินระดับ 32.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นการอ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 5 เดือน โดยคาดการณ์ว่าแนวโน้มนี้จะยังคงดำเนินต่อไปในระยะสั้น
นักกลยุทธ์รายนี้มองกรอบอัตราแลกเปลี่ยน USD/THB ในระยะ 1 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ประมาณ 32.60 ถึง 33.10 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากปัจจัยหลัก 3 ประการที่กำลังส่งผลกระทบต่อตลาดการเงิน
3 ปัจจัยหลักที่กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าต่อ
- สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น: แม้สหรัฐอเมริกาจะแสดงความกังวลเกี่ยวกับราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ ทำให้มีท่าทีที่แข็งกร้าวน้อยลง แต่อิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีอิหร่านและขยายการโจมตีไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทำให้ยังไม่เห็นสัญญาณการเจรจาสันติภาพ สงครามจึงมีแนวโน้มยืดเยื้อเกินกว่าที่สหรัฐฯ ประเมินไว้ที่ 6 สัปดาห์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์อาจอยู่ที่ระดับสูงประมาณ 108 ถึง 115 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล กดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ สูงขึ้น ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า และเงินสกุลในภูมิภาครวมถึงเงินบาทอ่อนค่าต่อ
- ความเสี่ยงภาวะเงินเฟ้อควบคู่เศรษฐกิจชะลอตัวเพิ่มสูงขึ้น: ตลาดแรงงานสหรัฐฯ มีแนวโน้มอ่อนแอลง ขณะที่เงินเฟ้อแสดงสัญญาณเร่งตัวตั้งแต่ก่อนเกิดสงคราม โดยเฉพาะจากภาคบริการ ทำให้มีโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น โดยอาจลดอัตราดอกเบี้ยช้าลงและน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ นายวชิรวัฒน์คาดว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยได้เพียง 1 ครั้งในปีนี้ จากเดิมที่คาดไว้ 2 ครั้ง และอาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดในไตรมาสที่ 4 เป็นต้นไป แต่หากสงครามยืดเยื้อและดันอัตราเงินเฟ้อสูงเกินคาด อาจทำให้เฟดไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้เลย
- ทิศทางการเคลื่อนย้ายเงินทุนโลกเปลี่ยนแปลง: นักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่และหันไปถือเงินดอลลาร์สหรัฐมากขึ้นในฐานะสกุลเงินปลอดภัย ส่งผลให้เงินสกุลในภูมิภาค เช่น เงินหยวน อ่อนค่าลงตามไปด้วย แรงหนุนต่อเงินบาทจึงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งเงินทุนที่ไหลเข้าประเทศไทยจำนวนมากในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ กลับไหลออกในเดือนนี้ค่อนข้างสูง โดยออกจากตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรรวมกันประมาณ 80,000 ล้านบาท
โอกาสสำหรับผู้ส่งออกและผู้นำเข้าในภาวะเงินบาทอ่อนค่า
ในช่วงที่เงินบาทอ่อนค่าอย่างรวดเร็วนี้ นายวชิรวัฒน์มองว่าเป็นโอกาสดีสำหรับผู้ส่งออกที่จะทยอยขายดอลลาร์สหรัฐในอัตราแลกเปลี่ยน USD/THB โดยมองกรอบการขายที่ประมาณ 32.85 ถึง 33.35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ อาจพิจารณาใช้เครื่องมือทางการเงินเช่นออปชันเพื่อป้องกันความเสี่ยงในกรณีที่สงครามคลี่คลายและเงินบาทกลับมาแข็งค่าเร็ว แต่ก็สามารถเปิดโอกาสให้ขายดอลลาร์ในระดับที่สูงขึ้นหากเงินบาทยังอ่อนค่าต่อ
สำหรับผู้นำเข้า นักกลยุทธ์รายนี้แนะว่า หากอัตราแลกเปลี่ยน USD/THB ลดลงมาใกล้ระดับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐหรือต่ำกว่า จะเป็นจังหวะที่เหมาะสมในการทยอยซื้อดอลลาร์สหรัฐ โดยมองว่าโอกาสที่ USD/THB จะต่ำกว่า 32.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐอาจมีไม่สูงนัก แต่มีโอกาสที่เงินบาทจะยังอ่อนค่าต่อได้ เนื่องจากสงครามที่มีแนวโน้มยืดเยื้อมากขึ้น
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนในตลาดการเงินโลกที่ยังคงได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการเงินของประเทศมหาอำนาจ ซึ่งนักลงทุนและผู้เกี่ยวข้องในภาคธุรกิจควรติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสม



