ธปท. ชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน หนุน GDP ปี 69 โต 2.1%
ธปท. ชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน หนุน GDP ปี 69 โต 2.1%

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการที่รัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่า ธปท. ได้ปรับเพิ่มประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ในปี 2569 เป็นร้อยละ 2.1 จากเดิมที่ร้อยละ 1.5 แต่ปรับลดการขยายตัวในปี 2570 เหลือร้อยละ 1.6 จากเดิมที่ร้อยละ 2.0 พร้อมทั้งปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในปีนี้เป็นร้อยละ 3.1 จากเดิมร้อยละ 2.9 และปรับลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 1.4 ในปีหน้า จากเดิมคาดการณ์ร้อยละ 1.5 ทำให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะ Stagflation ซึ่งเป็นภาวะที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำและอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน

มาตรการเฉพาะจุดเพื่อประชาชนและ SMEs

สำหรับมาตรการเพิ่มเติมของธปท. ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ จะเน้นไปที่การแก้ปัญหาเฉพาะจุดเพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น อาทิ การปรับปรุงโครงการ SME Credit Boost เพื่อเพิ่มการค้ำประกันสินเชื่อให้กับ SMEs และการออกมาตรการ Secure Plus เพื่อให้ SMEs ใช้ที่ดินเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อเสริมสภาพคล่องได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ การปรับปรุงโครงสร้างค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์เพื่อลดภาระให้กับประชาชน จะมีการประกาศภายในสิ้นเดือนนี้ เนื่องจากธปท. คาดว่าแนวโน้มการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ในปี 2569 จะยังไม่ฟื้นตัวมากนัก ซึ่งเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจ เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ยังคงระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ

การพิจารณาอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตและการชำระขั้นต่ำ

ส่วนการทบทวนอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด รวมถึงการชำระขั้นต่ำ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของธปท. ว่าจะมีการต่ออายุออกไปหรือไม่ ขณะนี้การชำระขั้นต่ำอยู่ที่อัตราร้อยละ 8 ต่อปี ซึ่งจะหมดอายุในวันที่ 31 ธันวาคม 2569 การดำเนินการดังกล่าวต้องรักษาสมดุลไม่ให้กระทบต่อการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ โดยเฉพาะเมื่อกลุ่ม Non-bank เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในภาวะที่สินเชื่อธนาคารพาณิชย์เติบโตช้าตามภาวะเศรษฐกิจ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ความคืบหน้าการจัดตั้ง Virtual Bank

สำหรับความคืบหน้าการจัดตั้ง Virtual Bank ทั้ง 3 รายที่ได้รับอนุญาต มีกำหนดต้องจัดตั้งภายใน 1 ปี และสามารถขอขยายเวลาได้อีก 1 ปี ตามประกาศที่กำหนดไว้ เพื่อเตรียมความพร้อมด้านระบบไอที การบริหารความเสี่ยง และโครงสร้างองค์กร คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะสามารถจัดตั้งได้อย่างน้อย 2 แห่ง หากรายใดไม่สามารถดำเนินการได้ตามเกณฑ์ภายในเวลาที่กำหนด สามารถยื่นขอขยายเวลาได้ ซึ่งธปท. จะพิจารณาตามความเหมาะสมและความซับซ้อนของระบบ โดยเชื่อมั่นว่าทั้ง 3 รายยังมีความตั้งใจดำเนินการต่อ เนื่องจาก Virtual Bank จะเป็นกลไกสำคัญในการกระจายสินเชื่อสู่กลุ่มฐานรากและ SMEs ต่อไป

ก่อนหน้านี้ ธปท. ได้ออกประกาศ 3 กลุ่มทุนที่ได้รับความเห็นชอบให้จัดตั้ง Virtual Bank อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2568 ได้แก่ 1. กลุ่มเอซีเอ็ม โฮลดิ้ง (Ascend Money/CP) 2. กลุ่มกรุงไทย (KTB, AIS, OR) และ 3. กลุ่มเอสซีบี เอกซ์ (SCB X, KakaoBank)