หนี้ครัวเรือนไทยไตรมาส 4 พุ่งแตะ 16.44 ล้านล้านบาท สัดส่วนต่อจีดีพีกระตุก 86.7%
ตัวเลขหนี้ครัวเรือนไทยในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ยังคงแสดงแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดเผยข้อมูลล่าสุดว่า ปริมาณเงินให้กู้ยืมแก่ครัวเรือนทั้งหมดอยู่ที่ 16.44 ล้านล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่มียอด 16.33 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 110,000 ล้านบาท ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) กระตุกขึ้นเป็น 86.7% จากเดิม 86.4% ในไตรมาสที่ 3
สัญญาณเงินช็อตจากสินเชื่อที่ลดลง
ที่น่าสนใจคือ แม้เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 จะขยายตัวดีกว่าที่คาดการณ์ แต่กลับพบว่า สินเชื่อเพื่อประกอบอาชีพลดลง 11,293 ล้านบาท จากเดิม 2,909,659 ล้านบาท เหลือเพียง 2,898,366 ล้านบาท ในขณะที่สินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น 120,000 ล้านบาท เป็น 12.72 ล้านล้านบาท สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า คนไทยกำลังเผชิญกับภาวะเงินช็อตมากขึ้น โดยหันไปพึ่งพาการกู้ยืมเพื่อการใช้จ่ายประจำวันมากกว่าการลงทุนในอาชีพ
ผู้ปล่อยสินเชื่อหลักที่เพิ่มขึ้นและลดลง
หากพิจารณาตามประเภทผู้ปล่อยสินเชื่อ พบว่ามีทั้งส่วนที่เพิ่มขึ้นและลดลงอย่างชัดเจน:
- สหกรณ์ออมทรัพย์ ปล่อยกู้เพิ่มขึ้นมากที่สุด 48,840 ล้านบาท
- สถาบันการเงินเฉพาะกิจที่รับฝากเงินเพิ่มขึ้น 32,613 ล้านบาท
- สินเชื่อบัตรเครดิต ลิสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคล เพิ่มขึ้น 25,265 ล้านบาท
- หนี้จากโรงรับจำนำเพิ่มขึ้น 5,216 ล้านบาท
- หนี้ครัวเรือนจากระบบธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้น 1,511 ล้านบาท
ในทางตรงกันข้าม สินเชื่อจากสถาบันรับฝากเงินอื่นๆ ลดลง 84 ล้านบาท บริษัทหลักทรัพย์ลดลง 276 ล้านบาท และสถาบันการเงินอื่นๆ ลดลง 1,327 ล้านบาท
รายละเอียดสินเชื่อตามวัตถุประสงค์
เมื่อแบ่งเงินให้กู้ยืมตามวัตถุประสงค์ในไตรมาสที่ 4 พบว่า:
- สินเชื่อเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ อยู่ที่ 5.73 ล้านล้านบาท
- สินเชื่อเพื่อซื้อหรือเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ 1.31 ล้านล้านบาท
- สินเชื่อเพื่อการศึกษา 668,887 ล้านบาท
- สินเชื่อส่วนบุคคลประเภทอื่นๆ 5.01 ล้านล้านบาท ซึ่งรวมบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับของธปท. 1.37 ล้านล้านบาท
ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ครัวเรือนไทยยังคงพึ่งพาหนี้เพื่อการบริโภคสูง ในขณะที่การลงทุนเพื่ออาชีพมีแนวโน้มลดลง ซึ่งอาจส่งผลต่อความยั่งยืนทางการเงินในระยะยาว



