เงินบาทเปิดตลาดเช้าอ่อนค่าลงที่ 32.96 บาทต่อดอลลาร์ เผชิญแรงกดดันจากวิกฤตตะวันออกกลาง
เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 32.96 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้าที่ 32.80 บาทต่อดอลลาร์ สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความผันผวนของตลาดการเงินโลก โดยมีปัจจัยหลักมาจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีแนวโน้มบรรเทาลงในขณะนี้
ปัจจัยกดดันจากตะวันออกกลางและตลาดการเงินโลก
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เงินบาททยอยอ่อนค่าลงในลักษณะ Sideways Up ตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยมีจังหวะอ่อนค่าเข้าใกล้โซนแนวต้านสำคัญที่ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย แม้เงินดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แต่เงินบาทเผชิญแรงกดดันพอสมควรจากการปรับตัวลงของราคาทองคำที่ลดลงจากโซน 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์สู่โซน 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ความกังวลหลักมาจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความรุนแรงและยืดเยื้อ ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลัก เช่น FED, BOE และ ECB โดยล่าสุด ผู้เล่นประเมินว่า FED มีโอกาสราว 38% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ ส่วน BOE และ ECB มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 3-4 ครั้ง เพื่อควบคุมปัญหาเงินเฟ้อที่อาจเร่งสูงขึ้นจากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
แนวโน้มและปัจจัยที่ต้องจับตาในสัปดาห์นี้
สำหรับสัปดาห์นี้และระยะสั้น ผู้เล่นในตลาดควรจับตาสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด พร้อมรอลุ้นรายงานดัชนี PMI จากประเทศเศรษฐกิจหลัก เช่น สหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น โดยพัฒนาการของสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านจะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อทิศทางราคาพลังงานโลกและแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED
- ฝั่งสหรัฐฯ: ผู้เล่นจะรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ดัชนี PMI ภาคการผลิตและบริการ รวมถึงรายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน และติดตามถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ FED
- ฝั่งยุโรป: จับตาแนวโน้มนโยบายการเงินของ BOE และ ECB ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และยอดค้าปลีกของอังกฤษ
- ฝั่งเอเชีย: ประเมินเศรษฐกิจญี่ปุ่นและทิศทางนโยบายของ BOJ ผ่านรายงานเงินเฟ้อและดัชนี PMI
- ฝั่งไทย: รอลุ้นรายงานยอดการส่งออกและนำเข้าในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งอาจสะท้อนผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ
แนวโน้มเงินบาทและกลยุทธ์การลงทุน
นายพูนประเมินว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทยังคงมีกำลังอยู่ และหากพิจารณาจากความผันผวนที่สูงกว่าช่วงปกติ เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้านสำคัญที่ 33 บาทต่อดอลลาร์ หรือแม้กระทั่งโซน 34 บาทต่อดอลลาร์ได้ภายใน 1 เดือน อย่างไรก็ดี เงินบาทเสี่ยงผันผวนแบบ Two-Way ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา ได้แก่ โฟลว์ธุรกรรมของผู้เล่นในตลาด โดยเฉพาะฝั่งผู้ส่งออกที่อาจรอทยอยขายเงินดอลลาร์แถวโซน 32.80-33.00 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งอาจช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้บ้าง นอกจากนี้ แรงขายสินทรัพย์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติเริ่มชะลอลง ทำให้แรงกดดันด้านอ่อนค่าอาจลดลง
ในเชิงเทคนิค เงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลงตราบใดที่ยังแกว่งตัวเหนือโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ได้อย่างชัดเจน และจากรูปแบบกราฟใน Time Frame Daily เงินบาทได้อ่อนค่าลงทะลุกรอบ Falling Wedge สะท้อนความเสี่ยงการอ่อนค่าลงต่อเนื่อง โดยอาจมีเป้าราคาแถวโซน 33.00-33.50 บาทต่อดอลลาร์
กรอบค่าเงินบาทและคำแนะนำจากสถาบันการเงิน
ธนาคารกรุงไทยมองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ที่ระดับ 32.50-33.50 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้าคาดว่าจะอยู่ที่ 32.80-33.15 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาดที่ 32.97 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าจากราคาปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ระดับ 32.80 บาทต่อดอลลาร์
ทีทีบีให้คำแนะนำกลยุทธ์การซื้อขายดังนี้
- USD/THB: กรอบ 32.80-33.10 แนะนำซื้อที่ 32.80 และขายที่ 33.10
- EUR/THB: กรอบ 37.70-38.20 แนะนำซื้อที่ 37.70 และขายที่ 38.20
- JPY/THB: กรอบ 0.2060-0.2100 แนะนำซื้อที่ 0.2060 และขายที่ 0.2100
สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบตลาดการเงินโลก โดยล่าสุด อิหร่านเตือนว่าจะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของสหรัฐฯ และพันธมิตร หากโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านถูกโจมตี ขณะที่สหรัฐฯ ขู่ว่าจะถล่มโรงไฟฟ้าของอิหร่านหากไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซภายใน 48 ชั่วโมง ส่งผลให้ความกังวลต่อความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการเงินยังคงสูงต่อเนื่อง



