เงินบาทเปิดเช้าที่ 32.86 บาทต่อดอลลาร์ ทรงตัวรอสัญญาณนโยบายการเงินเฟด
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 32.86 บาทต่อดอลลาร์ ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับปิดของวันก่อนหน้า ตามการเปิดเผยของนายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย โดยเงินบาทเคลื่อนไหวไร้ทิศทางชัดเจนในลักษณะ Sideways แกว่งตัวในกรอบ 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ แม้เงินดอลลาร์จะทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ส่วนราคาทองคำย่อตัวลงสู่โซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์อีกครั้ง
ปัจจัยกดดันจากสถานการณ์ตะวันออกกลางและตลาดการเงิน
ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความรุนแรงและยืดเยื้อกว่าคาด เงินบาทกลับยังไม่ได้อ่อนค่าลงต่อเนื่องจนทะลุโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ได้อย่างชัดเจน เนื่องจากผู้เล่นในตลาดบางส่วนทยอยขายทำกำไรสถานะ Short THB ออกมา โดยเฉพาะก่อนรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ เช่น ข้อมูลตลาดแรงงาน
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง สะท้อนจากแรงขายหุ้นเทคฯ ใหญ่ อาทิ Tesla และ Nvidia ที่ปรับตัวลง อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มการเงิน ทำให้ดัชนี S&P500 ปิดตลาดลดลง 0.39% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง 0.73%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรปรีบาวด์ขึ้นราว 0.94% แม้เผชิญแรงกดดันจากความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่ยังพอได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงานและหุ้นธีม Defensive เช่น กลุ่ม Utilities และ Healthcare
ตลาดบอนด์และแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงเล็กน้อยสู่ระดับ 4.35% แม้ความกังวลต่อสถานการณ์ตะวันออกกลางที่เสี่ยงยืดเยื้อทำให้ผู้เล่นในตลาดประเมินว่าเฟดอาจจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยในปีนี้ แต่ผู้เล่นยังไม่เร่งรีบปรับมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของเฟดมากนัก เพื่อรอลุ้นรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่จะทยอยรับรู้ในสัปดาห์นี้
ทั้งนี้ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงสร้างความผันผวนให้กับตลาดบอนด์ และอาจกดดันให้บอนด์ยีลด์ระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นได้หากสถานการณ์ทวีความรุนแรง แต่คาดว่าสุดท้ายสถานการณ์การสู้รบจะทยอยคลี่คลายลงได้ในที่สุด
ตลาดค่าเงินและราคาทองคำ
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างในลักษณะ Sideways Up ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์มีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งผลให้ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY ทยอยปรับตัวสูงขึ้นสู่โซน 100.6 จุด
ในส่วนของราคาทองคำ แม้บรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมจะอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง แต่ความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงยืดเยื้อ กอปรกับการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ได้กดดันให้ราคาทองคำพลิกกลับมาย่อตัวลงบ้าง ก่อนจะมีแรงซื้อ Buy on Dip ช่วยพยุงราคาทองคำให้ทรงตัวเหนือโซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์
แนวโน้มค่าเงินบาทและปัจจัยจับตา
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และดัชนีภาคธุรกิจของบรรดาเฟดสาขาต่างๆ
แนวโน้มของค่าเงินบาท คาดว่าความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงทดสอบหรือทะลุโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ได้ แต่เงินบาทยังเสี่ยงเผชิญการเคลื่อนไหวผันผวนสูงแบบ Two-Way Risk ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งต้องจับตาแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงและยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
ทั้งนี้ แม้เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงบ้าง แต่เงินบาทเริ่มมีโซนแนวต้านแถว 33.00-33.05 บาทต่อดอลลาร์ ตามแรงขายของผู้เล่นในตลาดบางส่วน นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดส่วนใหญ่ต่างรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพิ่มเติม โดยเฉพาะข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจปรับนโยบายการเงินของเฟด
ส่วนในกรณีที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางเริ่มมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลง เงินบาทมีแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้นได้ไม่ยาก โดยโซนแนวรับของเงินบาทอาจอยู่ในช่วง 32.65-32.75 บาทต่อดอลลาร์
กรอบค่าเงินและกลยุทธ์แนะนำ
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.70-33.00 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 32.89 บาทต่อดอลลาร์ ใกล้เคียงกับราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 32.88 บาทต่อดอลลาร์
ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการทำสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลังผู้นำสหรัฐฯ ขู่โจมตีอิหร่านครั้งใหม่ ตลาดจับตาเกี่ยวกับความยืดเยื้อในสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมัน WTI พุ่งขึ้นทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และมีความเสี่ยงที่จะทำให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น
กลยุทธ์แนะนำสำหรับอัตราแลกเปลี่ยน:
- USD/THB: กรอบ 32.60-33.00 แนะนำซื้อที่ 32.60 และขายที่ 33.00
- EUR/THB: กรอบ 37.50-38.00 แนะนำซื้อที่ 37.50 และขายที่ 38.00
- JPY/THB: กรอบ 0.2030-0.2070 แนะนำซื้อที่ 0.2030 และขายที่ 0.2070
ทั้งนี้ สถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เมื่อวานนี้ขายสุทธิในตลาดพันธบัตรไทย 2,333 ล้านบาท และขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย 933 ล้านบาท



