ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ที่ระดับ 32.48 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 32.52 บาทต่อดอลลาร์ โดยได้รับแรงหนุนจากการทยอยรีบาวด์สูงขึ้นของราคาทองคำ ขณะที่ในประเทศนักลงทุนรอลุ้นผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินหรือกนง. ที่คาดว่าจะคงดอกเบี้ย
ปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าเงินบาท
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เงินบาทเคลื่อนไหวไร้ทิศทางในกรอบแคบๆ แถวโซน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดรอผลการประชุมของธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด ที่จะรับรู้ในช่วงเช้าตรู่ของวันพฤหัสบดีนี้ รวมถึงรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังไม่รีบปรับสถานะถือครองสินทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ดี เงินดอลลาร์เผชิญแรงกดดันบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดกลับมากังวลแนวโน้มธุรกิจ AI โดยเฉพาะด้านความคุ้มค่าของการลงทุน กดดันให้หุ้นธีม AI ปรับตัวลงหนัก ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง แย่กว่าตลาดหุ้นยุโรป อนึ่ง เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนบ้าง หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าคาด อาทิ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนเมษายนที่ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 92.8 จุด จาก 92.2 จุด สวนทางกับคาดการณ์ของตลาดที่ประเมินว่าจะปรับตัวลดลงสู่ระดับ 89.0 จุด
แรงหนุนจากราคาทองคำ
นอกเหนือจากจังหวะย่อตัวลงของเงินดอลลาร์ เงินบาทยังพอได้แรงหนุนจากการทยอยรีบาวด์สูงขึ้นของราคาทองคำ ที่แม้จะเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงคาดหวังการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดจากธนาคารกลางหลัก แต่ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนจากภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม และสามารถแกว่งตัวแถวโซน 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์
บรรยากาศตลาดหุ้นสหรัฐฯ
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันจากความกังวลต่อแนวโน้มธุรกิจ AI อีกครั้ง สร้างแรงกดดันต่อหุ้นธีม AI อาทิ Broadcom -4.4%, Oracle -4.1% และ Nvidia -1.6% อย่างไรก็ดี รายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ที่ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าคาด ยังพอช่วยหนุนบรรยากาศในตลาดได้ อีกทั้ง การทยอยปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันดิบจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง ยังหนุนการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ Chevron +1.9% ทำให้ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.49% ขณะที่ Nasdaq ปรับตัวลง -0.90%
ตลาดบอนด์
บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเคลื่อนไหวแถวโซน 4.35% โดยมีจังหวะปรับตัวสูงขึ้นบ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ดีกว่าคาด จนทำให้ผู้เล่นในตลาดประเมินว่าเฟดมีโอกาสเพียง 24% ที่จะลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ ทว่า การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ถูกชะลอลงจากภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ
มุมมองต่อค่าเงินบาท
นายพูน กล่าวว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนสูง ทำให้เงินบาทอาจผันผวนในกรอบกว้าง โดยในช่วงนี้ เงินบาทยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อีกทั้ง โฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับนักลงทุนต่างชาติจะกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงกลางเดือนพฤษภาคม
ขณะที่นักลงทุนต่างชาติอาจยังไม่รีบกลับเข้าซื้อสินทรัพย์ไทย ท่ามกลางความไม่แน่นอนและภาวะปิดรับความเสี่ยง โดยมองว่าเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ และโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ได้ไม่ยาก โดยเฉพาะหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาร้อนแรงขึ้น แต่หากสถานการณ์คลี่คลาย เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์
กรอบค่าเงินบาท
ธนาคารกรุงไทยมองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงที่ระดับ 32.30-32.75 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาดที่ 32.51 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ใกล้เคียงกับราคาปิดตลาดเมื่อวาน โดยดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก หลังตลาดเริ่มประเมินว่าธนาคารกลางหลักอาจใช้นโยบายการเงินที่คุมเข้มกว่าคาด เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นหนุนเงินเฟ้อ
นักลงทุนรอผลการประชุมเฟดในวันนี้ โดยตลาดเชื่อว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ย ขณะที่คาดว่าธปท. จะคงดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมกนง. บ่ายวันนี้ สถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติเมื่อวานนี้ขายสุทธิหุ้นไทย 2,000 ล้านบาท และซื้อสุทธิพันธบัตรไทย 664 ล้านบาท
ทีทีบีแนะนำกรอบค่าเงิน USD/THB 32.40-32.65 แนะนำทยอยซื้อที่ 32.40 ขายที่ 32.65 ขณะที่ EUR/THB 37.90-38.20 แนะนำซื้อที่ 37.90 ขายที่ 38.20 และ JPY/THB 0.2020-0.2065 แนะนำซื้อที่ 0.2020 ขายที่ 0.2065



