ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ (12 พฤษภาคม) ที่ระดับ 32.28 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 32.43 บาทต่อดอลลาร์ โดยเคลื่อนไหวในกรอบ 32.23-32.45 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงคืนที่ผ่านมา ตามรายงานของนายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย
ปัจจัยหนุนค่าเงินบาท
การแข็งค่าของเงินบาทได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์สหรัฐและการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำที่ทะลุระดับ 4,750 ดอลลาร์ต่อออนซ์อีกครั้ง นักลงทุนบางส่วนปรับสถานะก่อนรับรู้ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐในคืนวันอังคาร และการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนในช่วงปลายสัปดาห์
สถานการณ์ตะวันออกกลางยังไม่แน่นอน
ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐและอิหร่านยังคงสูง หลังจากทรัมป์ปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิงจากอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบยังคงแกว่งตัวในระดับสูง นักลงทุนกังวลต่อแนวโน้มนโยบายการเงินที่เข้มงวดของธนาคารกลางหลัก โดยตลาดให้โอกาส 27% ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้
ตลาดหุ้นและบอนด์สหรัฐ
ดัชนี S&P500 ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 0.19% ขณะที่ Nasdaq ปรับตัวขึ้น 0.10% โดยได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่ม AI และ Semiconductor รวมถึงหุ้นพลังงานที่ปรับตัวขึ้นตามราคาน้ำมัน บอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐปรับตัวขึ้นใกล้โซน 4.41% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตะวันออกกลางและแนวโน้ม CPI ที่อาจเร่งตัวขึ้น
นายพูนแนะนำให้นักลงทุนรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐและไทย โดยคาดว่าหากสถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลายภายในไตรมาส 2 เฟดอาจลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในปลายปีนี้และอีก 1 ครั้งในต้นปีหน้า ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
แนวโน้มค่าเงินบาท
เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยงสองทิศทาง (Two-Way Risk) ในระยะสั้น ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ยังไม่แน่นอน กรอบการเคลื่อนไหวใน 24 ชั่วโมงคาดว่าจะอยู่ที่ 32.20-32.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีแนวรับสำคัญที่ 32.20 และ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ และแนวต้านที่ 32.50 และ 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์
ธนาคารกรุงไทยมองว่าแม้เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นแต่การแข็งค่าอาจเริ่มจำกัด และเงินบาทเสี่ยงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่ามากขึ้น โดยเฉพาะหาก CPI สหรัฐออกมาสูงกว่าคาด ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย
มุมมองจากทีทีบี
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาดที่ 32.28 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นจากราคาปิดเมื่อวานที่ 32.42 บาทต่อดอลลาร์ ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเล็กน้อย ขณะที่นักลงทุนประเมินแนวโน้มการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐและอิหร่าน รวมทั้งจับตาการประชุมสุดยอดผู้นำจีน-สหรัฐ และติดตามตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐ
ราคาทองคำร่วงลงถูกกดดันจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น ซึ่งกระตุ้นเงินเฟ้อและเพิ่มโอกาสที่อัตราดอกเบี้ยจะดีดตัวขึ้น แม้ทองคำจะเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ แต่อัตราดอกเบี้ยสูงมักกดดันทองคำซึ่งไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย น้ำมันดิบเบรนท์ทะลุ 104 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ WTI ทะลุ 98 ดอลลาร์ หลังจากนายกรัฐมนตรีอิสราเอลเตือนว่าความขัดแย้งกับอิหร่านยังไม่จบสิ้น
ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ
กระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนเมษายนในวันพรุ่งนี้ ซึ่งตลาดให้ความสนใจเพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ยของเฟด
สถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ: ซื้อสุทธิหุ้นไทย 1,965.12 ล้านบาท และขายสุทธิพันธบัตรไทย 980.97 ล้านบาท
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์
- USD/THB: 32.15-32.45 บาทต่อดอลลาร์ แนะนำทยอยซื้อที่ 32.15 ขาย 32.45
- EUR/THB: 37.75-38.25 แนะนำซื้อที่ 37.75 ขาย 38.25
- JPY/THB: 0.2035-0.2075 แนะนำซื้อที่ 0.2035 ขาย 0.2075
อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคาร ณ วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 อยู่ที่ 32.416 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ



