เงินบาทเปิดเช้าอ่อนค่าที่ 31.60 บาท/ดอลลาร์ ติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง
เงินบาทเปิดเช้าอ่อนค่าที่ 31.60 บาท/ดอลลาร์

เงินบาทเปิดเช้าอ่อนค่าที่ 31.60 บาท/ดอลลาร์ ติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง

เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ที่ระดับ 31.60 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งอ่อนค่าลงจากระดับปิดของวันก่อนหน้าที่ 31.41 บาทต่อดอลลาร์ ตามการเปิดเผยของนายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย โดยเงินบาททยอยอ่อนค่าลงและยังคงแกว่งตัวเหนือโซนแนวต้าน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ หลังมีจังหวะแข็งค่าขึ้นเร็วทดสอบโซนแนวรับ 31.30 บาทต่อดอลลาร์

ปัจจัยผลักดันการเคลื่อนไหวของเงินบาท

การเคลื่อนไหวของเงินบาทได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง กระแสข่าวที่ทางการอิหร่านได้เปิดกว้างในการเจรจากับสหรัฐฯ ทำให้ผู้เล่นในตลาดคลายกังวลลงบ้าง แต่ความคาดหวังถูกลดทอนหลังสำนักข่าวกึ่งทางการของอิหร่านปฏิเสธรายงานข่าวดังกล่าว นอกจากนี้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด เช่น ดัชนี ISM PMI ภาคการบริการในเดือนกุมภาพันธ์ปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 56.1 จุด และยอดการจ้างงานภาคเอกชนโดย ADP เพิ่มขึ้น 6.3 ตำแหน่ง ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED โดยประเมินว่า FED มีโอกาสราว 73% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้งในปีนี้

ในช่วงคืนที่ผ่านมา เงินดอลลาร์เผชิญแรงกดดันบ้าง ตามการเริ่มกลับมาเปิดรับความเสี่ยงของผู้เล่นในตลาด ท่ามกลางความหวังว่าสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางอาจไม่ยืดเยื้อกว่าที่คาดการณ์ไว้ เงินบาทยังเคลื่อนไหวผันผวนไปตามทิศทางราคาทองคำ โดยเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าบ้างในจังหวะการย่อตัวของราคาทองคำ ก่อนที่ราคาทองคำจะรีบาวด์สูงขึ้นอีกครั้งในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชียและช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาท

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ตลาดหุ้นและบอนด์สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น

บรรดาผู้เล่นในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มกลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น หนุนโดยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดต่างมีความหวังว่าสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางอาจไม่ยืดเยื้อ โดยเฉพาะเมื่อมีรายงานข่าวว่าทางการอิหร่านได้เปิดกว้างในการเจรจากับทางสหรัฐฯ อีกทั้งประธานาธิบดี Donald Trump ยังย้ำจุดยืนพร้อมรักษาเสถียรภาพตลาดน้ำมัน ทำให้ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.78% และดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +1.29%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรปพลิกกลับมาปรับตัวขึ้น +1.37% ท่ามกลางความหวังว่าสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางอาจไม่ยืดเยื้อ ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดต่างใช้จังหวะการปรับฐานของตลาดหุ้นยุโรปในการทยอยเข้าซื้อหุ้นกลุ่มเทคฯ ธีม AI/Semiconductor และหุ้นในที่รายงานผลประกอบการสดใส ทว่าตลาดหุ้นยุโรปได้ถูกกดดันบ้างจากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มพลังงาน สอดคล้องกับการปรับตัวลงบ้างของราคาพลังงาน

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 4.10% อีกครั้ง ตามการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงออกมาดีกว่าคาด ขณะเดียวกัน บรรดาผู้เล่นในตลาดได้เริ่มทยอยเปิดรับความเสี่ยงบ้าง จากความหวังว่าสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางอาจไม่ยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้

แนวโน้มค่าเงินบาทตามฉากทัศน์ต่างๆ

สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท อาจต้องประเมินตามฉากทัศน์ต่างๆ ที่อาจเป็นไปได้ ตามผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อ Supply Chain พลังงานโลก

  • กรณีที่รุนแรงสุด: อิหร่านประกาศปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นทางการเกิน 1 เดือน พร้อมลดกำลังการผลิตลง ในกรณีนี้ ราคาน้ำมันดิบอาจมี upside เพิ่มเติมอีกราว 20-30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และอาจเห็นการปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ ส่งผลให้เงินบาทเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า โดยมีโอกาสเห็นเงินบาทปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 32-32.50 บาทต่อดอลลาร์ได้ในช่วงปลายไตรมาสแรก-ไตรมาสสอง
  • กรณีรุนแรงปานกลาง: อิหร่านประกาศปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นทางการแต่ไม่เกิน 1 เดือน ในกรณีนี้ ราคาน้ำมันดิบอาจมี upside เพิ่มเติมแต่การปรับตัวขึ้นอาจอยู่ในระดับสูงได้ไม่นาน ทำให้เงินบาทเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าในระยะสั้นก่อน โดยมีโอกาสเห็นเงินบาทปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 32-32.50 บาทต่อดอลลาร์ได้ จากนั้นหากสถานการณ์ทยอยคลี่คลายลง เงินบาทมีแนวโน้มกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง
  • กรณี Base case: สถานการณ์ไม่ได้ลุกลามบานปลายและยืดเยื้อ ในกรณีนี้ ราคาน้ำมันดิบ Brent อาจทรงตัวที่ระดับสูงต่อแถวโซน 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเพียงในระยะสั้น ทำให้เงินบาทอาจอ่อนค่าลงบ้างในระยะสั้น แต่การอ่อนค่าอาจยังไม่สามารถทะลุโซน 32 บาทต่อดอลลาร์ไปได้ง่ายนัก

มุมมองและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

นายพูน พานิชพิบูลย์ ยังคงมุมมอง Neutral ต่อบอนด์ระยะยาวของสหรัฐฯ และไทย และคงคำแนะนำเดิมว่าผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน พร้อมทั้งรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED

ในฝั่งเอเชีย บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่าธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2.75% ตามเดิม ส่วนในฝั่งไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งในระยะหลังประเด็นเงินเฟ้อเป็นสิ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) ให้ความสำคัญมากขึ้นในการดำเนินนโยบายการเงิน

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง เสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและยืดเยื้อยาวนานกว่าคาด

กรอบค่าเงินและกลยุทธ์แนะนำ

ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่าค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 31.53 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าเมื่อเทียบกับราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ 31.49 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยดอลลาร์อ่อนค่าเทียบสกุลเงินหลัก นักลงทุนเทขายดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย ท่ามกลางความหวังที่ว่าการทำสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านจะใช้เวลาน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้

สำหรับกรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ:

  • USD/THB: 31.40-31.70 แนะนำทยอยซื้อที่ 31.40/ขาย 31.70
  • EUR/THB: 36.50-37.00 แนะนำทยอยซื้อที่ 36.50/ขาย 37.00
  • JPY/THB: 0.1995-0.2030 แนะนำทยอยซื้อที่ 0.1995/ขาย 0.2030

อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคารประจำวันที่ 4 มีนาคม 2569 อยู่ที่ 31.663 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ สรอ. โดยอัตราแลกเปลี่ยนประจำวัน 4 มีนาคม 2569 สำหรับสกุลเงินหลักมีดังนี้:

  • USD: อัตราซื้อ 31.4097, อัตราขาย 31.7837
  • GBP: อัตราซื้อ 41.6967, อัตราขาย 42.5305
  • EUR: อัตราซื้อ 36.2716, อัตราขาย 36.9487
  • JPY: อัตราซื้อ 19.7772, อัตราขาย 20.3998
  • HKD: อัตราซื้อ 4.0123, อัตราขาย 4.0804