ดัชนีราคาผู้บริโภคสิงหาคม 2567 ขยายตัว 0.6% สูงสุดในรอบ 4 เดือน
กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดเผยข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) สำหรับเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2567 โดยพบว่ามีการขยายตัวอยู่ที่ 0.6% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูงที่สุดในรอบ 4 เดือน นับตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา
ปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ราคาขึ้นสูง
การเพิ่มขึ้นของดัชนีราคาผู้บริโภคในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากปัจจัยสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ ราคาอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่แอลกอฮอล์ ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าประเภทเนื้อสัตว์ ผักสด และผลไม้ตามฤดูกาล รวมถึง ราคาพลังงานและเชื้อเพลิง ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนในตลาดโลก
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากราคาสินค้าและบริการอื่นๆ ที่ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย เช่น ค่าที่พักอาศัยและค่าบริการสาธารณูปโภค ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันด้านต้นทุนที่ยังคงมีอยู่ในการเศรษฐกิจไทย
อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังอยู่ในระดับต่ำ
ในส่วนของอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ซึ่งไม่รวมราคาอาหารสดและพลังงาน อยู่ที่ 0.4% สำหรับเดือนสิงหาคม 2567 แสดงให้เห็นว่าแรงกดดันด้านราคายังไม่รุนแรงในภาพรวม โดยอัตรานี้ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ 0.6% เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากราคาสินค้าที่มีความผันผวนน้อยกว่า
กระทรวงพาณิชย์ได้วิเคราะห์ว่า แม้ดัชนีราคาผู้บริโภคจะขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่ยังอยู่ในกรอบที่คาดการณ์ไว้ และคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปในไตรมาสสุดท้ายของปี 2567 เนื่องจากปัจจัยด้านฤดูกาลและความต้องการบริโภคที่อาจสูงขึ้นในช่วงเทศกาลสำคัญ
ผลกระทบต่อผู้บริโภคและแนวโน้มในอนาคต
การขยายตัวของดัชนีราคาผู้บริโภคในระดับนี้ ส่งผลให้ค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่อาจได้รับผลกระทบจากราคาอาหารที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงเกินไปจนกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
สำหรับแนวโน้มในเดือนต่อๆ ไป คาดว่าดัชนีราคาผู้บริโภคอาจยังคงขยายตัวในอัตราปานกลาง เนื่องจากปัจจัยสนับสนุนจากราคาพลังงานและอาหารที่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ก็อาจถูกชะลอลงได้หากมาตรการควบคุมราคาของรัฐบาลมีประสิทธิภาพมากขึ้น
โดยสรุปแล้ว สถานการณ์ดัชนีราคาผู้บริโภคในเดือนสิงหาคม 2567 แสดงให้เห็นถึงแรงกดดันด้านราคาที่เพิ่มขึ้น แต่ยังไม่น่ากังวลในระดับวิกฤต ซึ่งจำเป็นต้องมีการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ



