คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการประชุมครั้งล่าสุด มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 2.25 ต่อปี โดยเป็นการคงดอกเบี้ยเป็นครั้งที่สองติดต่อกัน หลังจากที่ปรับลดลงมาแล้วหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา
เหตุผลในการคงดอกเบี้ย
กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังคงอยู่ในช่วงฟื้นตัว แต่ยังมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การคงดอกเบี้ยนโยบายในระดับปัจจุบันจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
มุมมองต่อเศรษฐกิจไทย
คณะกรรมการฯ มองว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2567 มีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากการบริโภคภาคเอกชนและการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อที่อาจปรับสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงานและอาหาร รวมถึงความผันผวนของตลาดการเงินโลก
- การบริโภคภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้นตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล
- ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น
- การส่งออกสินค้าชะลอตัวตามความต้องการของประเทศคู่ค้า
แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในอนาคต
กนง. ระบุว่าการดำเนินนโยบายการเงินในระยะข้างหน้าจะขึ้นอยู่กับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ รวมถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น โดยพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนนโยบายหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ
ด้านนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การคงดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังต้องการการสนับสนุน แต่ก็ต้องระวังไม่ให้เกิดฟองสบู่ในสินทรัพย์บางประเภท
ปฏิกิริยาจากตลาดการเงิน
หลังการประกาศมติ กนง. ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ขณะที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวในกรอบแคบ นักวิเคราะห์มองว่าการคงดอกเบี้ยเป็นไปตามคาดการณ์ของตลาด
- ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 0.1% มาอยู่ที่ 34.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
- ดัชนี SET ปิดตลาดปรับลดลงเล็กน้อย 0.2%
- พันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ให้ผลตอบแทนทรงตัวที่ 2.80%
ทั้งนี้ กนง. จะมีการประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 20 มีนาคม 2567 เพื่อประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจอีกครั้ง



