วิกฤติพลังงานปะทุสู่การเงินโลก? นักวิเคราะห์เตือนความเสี่ยงซ้ำรอยปี 2008
วิกฤติพลังงานปะทุสู่การเงินโลก เตือนความเสี่ยงซ้ำรอยปี 2008

วิกฤติพลังงานปะทุสู่การเงินโลก? นักวิเคราะห์เตือนความเสี่ยงซ้ำรอยปี 2008

ในสถานการณ์ที่โลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนจากสงครามในตะวันออกกลาง นักกลยุทธ์ระดับโลกอย่าง Michael Hartnett จาก Bank of America ได้ออกมาเตือนถึงรูปแบบตลาดในปี 2026 ที่คล้ายคลึงกับช่วงกลางปี 2007 ถึงกลางปี 2008 อย่างน่าวิตก โดยความเสี่ยงหลักมาจากสองด้านที่มาบรรจบกัน นั่นคือราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นจนสร้างความเสี่ยงเงินเฟ้อแต่เศรษฐกิจตกต่ำ หรือที่เรียกว่า Stagflation และแรงกดดันในตลาด Private Credit มูลค่ากว่า 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

สงครามพลังงานที่เปลี่ยนเกมการเงินโลก

สงคราม Operation Epic Fury ที่ปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กำลังพิสูจน์ว่าวลี "This time is different" อาจเป็นจริงในครั้งนี้ ก่อนหน้านี้ เศรษฐกิจโลกดูสงบและมีทิศทางชัดเจน โดย IMF เพิ่งปรับประมาณการ GDP โลกปี 2026 ขึ้นเป็น 3.3% และ INVX ก็ปรับประมาณการ GDP ไทยขึ้นเป็น 1.7% หลังการเมืองในประเทศมีเสถียรภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สถานการณ์พลิกผันเมื่ออิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซ South Pars ของอิหร่าน และอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีนิคม Ras Laffan ของกาตาร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออก LNG ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมัน Brent พุ่งสู่ 112 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือสูงขึ้นกว่า 50% นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น

ในอดีต ตลาดมักมองว่าหากเศรษฐกิจอ่อนแอ ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ทำให้ดอลลาร์อ่อนและ Bond Yield ลดลง แต่สงครามครั้งนี้กลับเดินสวนทาง เพราะการที่ทั้งสองฝ่ายมุ่งทำลายโครงสร้างพลังงานโดยตรงทำให้ราคาพลังงานสูงยาวนานขึ้น กดดันเงินเฟ้อให้ฝังลึกมากขึ้น จนทำให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าในฐานะ Safe Haven และ Bond Yield ปรับขึ้นจากความกังวลเงินเฟ้อแทนที่จะลดลง

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ท่าทีแข็งกร้าวของ Fed และความเสี่ยงในตลาด Private Credit

ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐ (FOMC) วันที่ 18–19 มีนาคม ยืนยันภาพนี้ชัดเจน โดย FOMC มีมติ 11–1 คงดอกเบี้ยที่ 3.50–3.75% ตามคาด แต่ Powell ประกาศชัดเจนว่า Fed จะ "ไม่มองผ่าน" แรงกระแทกเงินเฟ้อจากสงครามตะวันออกกลาง สวนทางคำแนะนำของ BIS ที่แนะนำให้ธนาคารกลางทั่วโลก look-through supply shock หากเป็นเพียงชั่วคราว แม้ Dot Plot Median จะยังชี้ว่าลดดอกเบี้ยได้ 1 ครั้งในปี 2026 แต่มีกรรมการถึง 7 ใน 19 รายที่มองว่าไม่ควรลดเลย และสัญญาณตลาด OIS ชี้ว่าโอกาสลดดอกเบี้ยแม้แต่ครั้งเดียวในปีนี้ต่ำกว่า 50% แล้ว

Michael Hartnett เตือนว่า ความเสี่ยงในตลาด Private Credit อาจสร้าง Downward Spiral คล้ายกับ CDO ในปี 2008 เมื่อคุณภาพสินเชื่อด้อยลงจากต้นทุนพลังงานที่กดดันผู้กู้ทุกภาคส่วนพร้อมกัน แม้ INVX มองว่าขนาดตลาด Private Credit ที่ 6% ของ GDP ยังเล็กกว่าตลาด Securitization ในปี 2008 ที่ 68% ของ GDP มาก แต่ต้องจับตา JPMorgan ที่เริ่มตัดมูลค่าสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับบริษัท Software ที่ถูก AI Disrupt ซึ่งหากธนาคารอื่นทำตามในภาวะที่ต้นทุนพลังงานพุ่งพร้อมกัน ความเสี่ยงเชิงระบบอาจปรากฏชัดเร็วกว่าที่ตลาดคาด

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและกลยุทธ์การลงทุน

สำหรับประเทศไทยซึ่งนำเข้าพลังงานเกือบ 5% ของ GDP และพึ่งพาน้ำมันตะวันออกกลางถึง 57% ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม แต่กำลังซึมผ่านห่วงโซ่อุปทานในหลายจุดพร้อมกัน เช่น TOA ระงับรับออร์เดอร์ใหม่เมื่อสต็อกวัตถุดิบเหลือเพียง 20 วัน SCG ปิดโรงงานโอเลฟินส์ระยอง ยอดจองโรงแรมภูเก็ตถูกยกเลิกไปแล้ว 10% และกองทุนน้ำมันที่อุดหนุนดีเซลวันละกว่า 1,300 ล้านบาท INVX ประเมินว่าจะรับได้อีกเพียง 40–68 วัน ขึ้นกับระดับราคาน้ำมันที่ 100–120 ดอลลาร์สหรัฐ

INVX ประเมินว่าหากสงครามยืดเยื้อ 2 สัปดาห์ถึง 3 เดือน Brent เฉลี่ย 85 ดอลลาร์สหรัฐ และ GDP ไทยจะขยายตัวเพียง 1.4–1.5% กนง. คงดอกเบี้ยที่ 1.00% ตลอดปี และบาทอ่อนสู่ราว 34 บาทปลายปี แต่หากสถานการณ์บานปลายจนสงครามลุกลามสู่ระดับภูมิภาค Brent เหนือ 100 ดอลลาร์สหรัฐ ถาวร GDP อาจหดเหลือ 1.0% และ กนง. อาจต้องพลิกขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.25% เพื่อสกัดเงินเฟ้อและพยุงบาทที่อ่อนค่าสู่ระดับ 36 บาท

ในภาวะ Risk-off เช่นนี้ INVX แนะนำกลยุทธ์ "Selective Buy" โดยนักลงทุนที่รับความเสี่ยงต่ำให้เพิ่มสัดส่วนเงินสด (Cash is King) ลดน้ำหนักกลุ่มเปราะบางอย่างปิโตรเคมี สายการบิน และท่องเที่ยว พร้อม Hedge ด้วย PTTEP ซึ่งได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่ทรงตัวสูง สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและมองวิกฤตเป็นโอกาส แนะนำ Buy on Panic แบ่งไม้ซื้อที่แนวรับ 1,320–1,350 / 1,275 / 1,100 จุด ใน 2 ธีม คือ High Dividend อย่าง KTB KTC KBANK TISCO BAM ที่ให้ Dividend Yield เกิน 5% ก่อนขึ้น XD ช่วง มี.ค.–พ.ค. และ Fast Rebound อย่าง GULF BJC HMPRO SAWAD MTC TIDLOR ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตอิหร่านโดยตรงจำกัด ส่วนนักลงทุนระยะกลางแนะนำทยอยสะสม ADVANC BDMS BEM BBL GULF ที่งบดุลแข็งแกร่งและ Valuation สมเหตุสมผล

ไม่ว่าสงครามจะยุติเร็วหรือลากยาว สิ่งที่แน่นอนคือโลกหลังจากนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะถูกตั้งราคาอยู่ในตลาดพลังงานอย่างถาวร ธนาคารกลางทั่วโลกต้องรับมือกับ Stagflation โดยไม่มีเครื่องมือที่เพียงพอ และเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวได้น้อยลง ผันผวนมากขึ้น และบริหารจัดการได้ยากกว่าเดิม สำหรับนักลงทุนไทย การปรับพอร์ตรับมือกับโลกใหม่นี้ไม่ใช่ทางเลือก — แต่เป็นความจำเป็น