“เอกนิติ” ปัดข่าวลือ “คนละครึ่งพลัส” แจก 200 บาท/เดือน ยันไม่จริง ชง ครม. 6 เม.ย.นี้
เอกนิติ ปัดข่าวลือคนละครึ่งพลัสแจก 200 บาท/เดือน (02.04.2026)

ข่าวลือที่แพร่สะพัดในโลกออนไลน์เกี่ยวกับโครงการคนละครึ่งพลัสที่จะแจกเงิน 200 บาทต่อเดือนเป็นระยะเวลา 10 เดือนนั้น ถูกปฏิเสธอย่างชัดเจนโดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องจริงแต่อย่างใด

การชี้แจงอย่างเป็นทางการจากกระทรวงการคลัง

เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 18.10 น. ที่กระทรวงการคลัง นายเอกนิติได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวถึงกรณีดังกล่าว โดยเน้นย้ำว่าโครงการคนละครึ่งพลัสยังอยู่ในขั้นตอนการหารือและจัดทำรายละเอียดต่างๆ อย่างรอบคอบ

รายละเอียดที่กำลังพิจารณา

ขณะนี้ กระทรวงการคลังกำลังหารือในประเด็นสำคัญหลายด้านสำหรับโครงการคนละครึ่งพลัส ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการไทยช่วยไทยพลัส โดยเฉพาะเรื่องของวงเงินที่จะนำมาใช้ในโครงการ รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลร้านค้าเข้าด้วยกันเพื่อความสะดวกในการใช้จ่าย

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

สำหรับข่าวลือที่ว่ามีการจำกัดการใช้จ่ายที่ 150 บาทต่อเดือนนั้น นายเอกนิติชี้แจงว่า ยังไม่มีการกำหนดตัวเลขที่ชัดเจน เนื่องจากอยู่ระหว่างการออกแบบโครงการให้เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน

แผนการดำเนินงานที่ชัดเจน

กระทรวงการคลังได้ตั้งเป้าหมายที่จะให้โครงการคนละครึ่งพลัสเริ่มใช้จ่ายได้ครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม 2569 นี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ จะมีการเสนอโครงการดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในนัดแรกทันทีในวันที่ 6 เมษายน 2569 เพื่อขอความเห็นชอบและเร่งดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ความสำคัญของโครงการคนละครึ่งพลัส

โครงการคนละครึ่งพลัสถือเป็นมาตรการสำคัญภายใต้แนวคิดไทยช่วยไทยพลัส ที่มุ่งสนับสนุนการใช้จ่ายในประเทศและฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤต โดยเน้นการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

นายเอกนิติย้ำว่า การเผยแพร่ข่าวลืออาจสร้างความสับสนให้กับประชาชน ดังนั้น จึงขอให้ติดตามข้อมูลอย่างเป็นทางการจากกระทรวงการคลังเท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าใจผิดหรือการแชร์ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

ในขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้โครงการนี้บรรลุวัตถุประสงค์และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมไทยในวงกว้าง