เอกนิติเผยวิกฤตพลังงานรุนแรงกว่าโควิด-19 ชู 3T ปรับโครงสร้างโลกใหม่
เอกนิติเผยวิกฤตพลังงานรุนแรงกว่าโควิด-19 ชู 3T ปรับโครงสร้าง

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในปาฐกถาพิเศษว่า วิกฤตพลังงานในปัจจุบันมีความรุนแรงและซับซ้อนมากกว่าช่วงโควิด-19 เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานทั่วโลกถูกทำลายจากสงครามที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงขึ้นถึง 3-4 เท่า เขาย้ำว่าโลกได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว และประเทศไทยต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วนเพื่อก้าวข้ามสมรภูมิเศรษฐกิจนี้

กลยุทธ์ 3T: Target-Transition-Transform

นายเอกนิติได้สรุปแนวคิดเชิงกลยุทธ์ออกเป็น 3T เพื่อนำพาเศรษฐกิจไทยฝ่าความผันผวน โดยเริ่มจาก Target หรือการเปลี่ยนจากการอุดหนุนราคาพลังงานไปเป็นการอุดหนุนที่ตัวบุคคล โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและภาคขนส่ง เพื่อให้ทรัพยากรถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุด นอกจากนี้ยังต้องกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยมีศักยภาพ เช่น เกษตรมูลค่าสูง อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และธุรกิจ Wellness เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

Transition สู่พลังงานสะอาด

ยุทธศาสตร์ที่สองคือ Transition หรือการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดอย่างรวดเร็ว นายเอกนิติมองว่า พลังงานสะอาดไม่ใช่แค่เรื่องความยั่งยืนอีกต่อไป แต่กลายเป็นความมั่นคงของชาติ เนื่องจากราคาน้ำมันโลกจะยังคงสูงต่อเนื่อง รัฐบาลมีแผนเร่งลงทุนในโซลาร์ฟาร์มและ Floating Solar พร้อมปลดล็อคกติกา PPA เพื่อให้เอกชนมีส่วนร่วมลงทุนและซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง รวมถึงใช้ตลาดทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นแหล่งทุนสำคัญ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

Transform ด้วย AI และนวัตกรรม

ยุทธศาสตร์สุดท้ายคือ Transform หรือการปฏิรูปโดยเน้นการยกระดับ Productivity ของคนไทยผ่านเทคโนโลยี นายเอกนิติยกตัวอย่างโครงการ "คนละครึ่ง พลัส" ที่ฝัง AI เพื่อช่วยวิเคราะห์ยอดขายและบริหารต้นทุนสำหรับพ่อค้าแม่ค้า นอกจากนี้ยังเปิดเผยการหารือกับ Microsoft ที่จะลงทุนในไทยกว่าพันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อนำ Agentic AI มาใช้ปฏิรูปการทำงานภาครัฐ โดยตั้งเป้าให้กระทรวงการคลังและ BOI เป็น Sandbox ต้นแบบภายใน 6 เดือน

นายเอกนิติกล่าวทิ้งท้ายว่า หากประเทศไทยยังยึดติดกับการอุดหนุนแบบเดิม อาจกลายเป็น "ผู้แพ้" ในสมรภูมิเศรษฐกิจใหม่ แต่หากใช้เครื่องมือทางการเงินอย่าง TISA และกลไกตลาดทุนช่วยภาคธุรกิจเปลี่ยนผ่าน ประเทศจะสามารถสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและพร้อมรับแรงกระแทกจากโลกที่ผันผวนได้