คลังเตรียมเสนอ ครม. ขยายเพดานก่อหนี้กองทุนน้ำมัน 1.5 แสนล้าน พร้อมเปลี่ยนชื่อ 'คนละครึ่งพลัส' เป็น 'ไทยช่วยไทยพลัส'
คลังเสนอ ครม. ขยายหนี้กองทุนน้ำมัน 1.5 แสนล้าน เปลี่ยนชื่อคนละครึ่งพลัส (31.03.2026)

คลังเร่งเสนอ ครม. ขยายเพดานก่อหนี้กองทุนน้ำมัน 1.5 แสนล้านบาท พร้อมเปลี่ยนชื่อ 'คนละครึ่งพลัส' เป็น 'ไทยช่วยไทยพลัส'

กระทรวงการคลังเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในนัดแรก เพื่อพิจารณาพระราชกฤษฎีกาขยายเพดานการก่อหนี้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากปัจจุบัน 40,000 ล้านบาท เป็น 150,000 ล้านบาท พร้อมกับเปลี่ยนชื่อโครงการ 'คนละครึ่งพลัส' เป็น 'ไทยช่วยไทยพลัส' โดยคาดว่าจะเริ่มใช้จ่ายได้ภายในเดือนพฤษภาคมนี้

การขยายเพดานก่อหนี้กองทุนน้ำมันเพื่ออุดหนุนราคาน้ำมันขายปลีก

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานได้ทำเรื่องเสนอกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาแผนบริหารหนี้สาธารณะ เพื่อรองรับการแก้ไขกฎหมายกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยจะออกพระราชกฤษฎีกาขยายวงเงินการก่อหนี้กองทุนน้ำมันฯ จาก 40,000 ล้านบาท เป็น 150,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ต้องนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการบริหารหนี้สาธารณะและ ครม. ในนัดแรกเช่นกัน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการอุดหนุนราคาน้ำมันขายปลีก แทนการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน

นายลวรณ ย้ำว่า การขยายเพดานก่อหนี้ของกองทุนน้ำมันฯ หรือการลดภาษีสรรพสามิต ล้วนถูกจัดเป็นหนี้สาธารณะ ซึ่งยังเหลือพื้นที่ทางการคลังประมาณ 300,000 ล้านบาท หลังหักการขยายเพดานกองทุนน้ำมันแล้ว

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

การเปลี่ยนชื่อโครงการ 'คนละครึ่งพลัส' เป็น 'ไทยช่วยไทยพลัส' และการลงทะเบียนใหม่

กระทรวงการคลังจะเปลี่ยนชื่อโครงการ 'คนละครึ่งพลัส' เป็น 'ไทยช่วยไทยพลัส' และต้องลงทะเบียนใหม่ทั้งหมด โดยเริ่มลงทะเบียนในวันนี้ (31 มีนาคม 2569) เพื่อให้ผู้ได้รับสิทธิสามารถสแกนใช้จ่ายได้ทั้งร้านธงฟ้าและร้านคนละครึ่ง คาดว่าจะเสนอ ครม. นัดแรกและเริ่มใช้จ่ายภายในเดือนพฤษภาคมนี้

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ปลัดกระทรวงการคลัง ยังกล่าวถึงมาตรการบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพว่า อยู่ระหว่างหารือกับสำนักงบประมาณ เพื่อปรับปรุงโครงการ 'คนละครึ่งพลัส' จึงยังไม่ได้ข้อสรุปกลุ่มผู้ได้รับสิทธิ วงเงินต่อราย รวมทั้งเงื่อนไขอื่นๆ เบื้องต้น

การชะลอเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและการทบทวนหลักเกณฑ์

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต้องชะลอออกไป เนื่องจากข้อจำกัดกฎหมาย จึงต้องรอกระบวนการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาให้เสร็จสิ้นก่อน กระทรวงการคลังจะใช้โอกาสนี้หารือกับสำนักงบประมาณ เพื่อทบทวนความเหมาะสมสำหรับการดำเนินมาตรการเยียวยาผู้มีรายได้น้อย โดยอาจขยายวงเงินหรือเพิ่มมาตรการอื่นๆ ก่อนนำเข้า ครม. ชุดใหม่ในวาระแรก

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังเตรียมเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบปี 2569 ในอีก 3 เดือนข้างหน้า หลังทบทวนหลักเกณฑ์คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ รวมทั้งระบบลงทะเบียน จากเดิมผู้มีรายได้น้อยต้องกรอกข้อมูลหลายหน้า เหลือเพียงกรอกชื่อ-นามสกุล และเลขบัตรประชาชนเท่านั้น จากนั้นกระทรวงการคลังจะตรวจสอบคุณสมบัติ จึงไม่สามารถเปิดเผยคุณสมบัติในขณะนี้ได้ เพื่อป้องกันการหลบเลี่ยงเกณฑ์ต่างๆ