ดีเซลพุ่งป่วน 10 ธุรกิจกระทบหนัก ม.หอการค้าไทยชี้ภาคขนส่งอ่วม! บริโภควูบ-ฉุดจีดีพีดิ่งหนัก
ดีเซลพุ่งป่วน 10 ธุรกิจกระทบหนัก ม.หอการค้าไทยชี้ภาคขนส่งอ่วม (03.04.2026)

ดีเซลพุ่งป่วน 10 ธุรกิจกระทบหนัก ม.หอการค้าไทยชี้ภาคขนส่งอ่วม! บริโภควูบ-ฉุดจีดีพีดิ่งหนัก

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้เปิดเผยผลกระทบจากราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังสิ้นสุดการตรึงราคา 15 วัน โดยราคาดีเซลเพิ่มขึ้นแล้วรวมลิตรละ 14.30 บาท มาอยู่ที่ลิตรละ 44.24 บาท เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 หรือปรับขึ้นแล้ว 48% ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคธุรกิจและเศรษฐกิจไทยโดยรวม

10 ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหนักจากราคาดีเซลพุ่ง

จากการประเมินของสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่า ภาคธุรกิจที่พึ่งพาการใช้น้ำมันดีเซลมากที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่:

  1. การขนส่งทางทะเล
  2. การผลิตยางสังเคราะห์และปิโตรเคมี
  3. การขนส่งทางอากาศ
  4. การผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติก
  5. การขนส่งสินค้าทางบก
  6. การไฟฟ้า
  7. การปั่นด้าย
  8. การขนส่งชายฝั่งและทางน้ำภายในประเทศ
  9. การขนส่งทางบก
  10. การทำเหมืองแร่ฟลูออไรด์

นายวิเชียร แก้วสมบัติ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า ราคาดีเซลที่เพิ่มขึ้นไม่เพียงทำให้ต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น แต่ยังกัดเซาะอำนาจซื้อของผู้บริโภค ส่งผลให้เกิด Couple Shock ที่กระทบเศรษฐกิจไทยผ่านทั้งช่องทางราคาและความต้องการซื้อที่ลดลง

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและความเสี่ยงวิกฤติเม็ดพลาสติก-ปุ๋ยเคมี

การปรับขึ้นราคาดีเซลลิตรละ 14.30 บาท ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเพิ่มขึ้น 4.56% โดยน้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 1 บาท ทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.32% นอกจากนี้ ยังกดดันให้การบริโภคภาคเอกชนลดลงคิดเป็นมูลค่า 97,520 ล้านบาท และทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ลดลง 0.56% ในกรอบระยะเวลา 1 ปี

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ขณะเดียวกัน ไทยเสี่ยงเกิดวิกฤติเม็ดพลาสติกและปุ๋ยเคมี เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ไม่สามารถนำเข้าจากภูมิภาคนี้ได้ คาดว่าสต๊อกในประเทศจะใช้ได้จนถึงสิ้นเดือนเมษายนนี้ ซึ่งจะกระทบต่อสินค้าที่ต้องใช้พลาสติกจำนวนมาก และการเพาะปลูกพืชสำคัญทางเศรษฐกิจ เช่น ข้าว ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง อ้อย และผลไม้ต่างๆ รวมถึงการส่งออกสินค้าเกษตร

ประเมินสถานการณ์และความเสี่ยง Stagflation

สถาบันฯ ได้ประเมินผลกระทบไว้ 3 กรณี:

  • กรณีที่ 1 และ 2: หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางจบภายใน 3-6 เดือน (โอกาส 45%) เงินเฟ้อทั่วไปจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.91-2.82% จีดีพีเฉพาะผลกระทบจากราคาน้ำมันจะลดลง 0.14-0.28% และจีดีพีโดยรวมลดลงอีก 1.07-2.31%
  • กรณีที่ 3: หากสถานการณ์ยืดเยื้อตลอดปี (โอกาส 10%) เงินเฟ้อจะพุ่งขึ้นเป็น 3.67% จีดีพีเฉพาะที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันสูงขึ้นจะลดลงอีก 0.47% และจีดีพีภาพรวมลดลงถึง 3.24%

นายวิเชียร กล่าวถึงโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะเกิดภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจชะงักงันและเงินเฟ้อสูงขึ้น) ว่า มีความเสี่ยงหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางจบเร็วภายในไม่เกิน 6 เดือน แต่หากลากยาว ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นมากจะทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น กำลังซื้ออ่อนแอ และเศรษฐกิจถดถอยได้

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ

สถาบันฯ มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อรัฐบาล 4 ประการ ได้แก่:

  1. น้ำมัน: ช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่ง เช่น จ่ายเงินอุดหนุน ลดการวิ่งรถเปล่า
  2. ไฟฟ้า: สกัดค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) ไม่ให้สร้างต้นทุนรอบสอง เร่งฟื้นโรงไฟฟ้าแม่เมาะเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต
  3. เม็ดพลาสติก: จัดหาแนฟทา/โพรเพนเป็นวัตถุดิบต้นน้ำ จัดลำดับความสำคัญของกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น การแพทย์ อาหาร บรรจุภัณฑ์ และป้องกันการตุนสินค้า
  4. ปุ๋ย: ล็อคสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ตรึงราคาในประเทศไม่เกิน 20% จากก่อนวิกฤติ โดยรัฐชดเชยส่วนต่าง และส่งเสริมเกษตรกรลดใช้ปุ๋ยเคมี

ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยังไม่เกิด Stagflation ได้ง่ายหากสถานการณ์จบลงในไตรมาส 2 หรือ 3 แต่ถ้าจบยาวไปถึงไตรมาส 4 เศรษฐกิจมีโอกาสติดลบหนักและเงินเฟ้อสูง ซึ่งจะแก้ปัญหาได้ยาก

นายธนวรรธน์ เน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญคือรัฐบาลต้องดูแลน้ำมัน เม็ดพลาสติก และปุ๋ยเคมีไม่ให้ขาดแคลนและราคาเหมาะสม เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งภาคขนส่ง เกษตร ประมง เพื่อไม่ให้กระทบกับเงินเฟ้อมากนัก พร้อมทั้งกระตุ้นการท่องเที่ยวและภาคส่งออกเพื่อสร้างรายได้เข้าประประเทศ