สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมส่งออกทั่วโลก โดยเฉพาะนโยบายกำแพงภาษีสหรัฐฯ หรือที่เรียกกันว่า “ภาษีทรัมป์” ที่กดดันต้นทุนและอัตรากำไรของหลายบริษัท แต่ท่ามกลางความท้าทายนี้ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU กลับทำผลประกอบการโดดเด่น ด้วยกำไรสุทธิ 1,113 ล้านบาท เติบโต 9.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ปัจจัยหนุนการเติบโตของ TU
ความแข็งแกร่งของ TU มาจาก “อำนาจในการกำหนดราคา” หรือ Pricing Power ที่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังราคาขาย โดยยอดขายยังคงเติบโต ในไตรมาส 1/69 ยอดขายรวมอยู่ที่ 32,054 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6% ซึ่งเป็นการเติบโตสูงสุดในรอบ 15 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2565
ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและอาหารทะเลแช่แข็งเป็นดาวเด่น
เมื่อพิจารณาตามกลุ่มธุรกิจ ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงหรือ PetCare กลายเป็นพระเอก ทำยอดขาย 5,115 ล้านบาท เติบโต 22.6% จากปีก่อน เนื่องจากความต้องการที่แข็งแกร่งในตลาดสหรัฐ ยุโรป และเอเชีย รวมถึงการเน้นสินค้าพรีเมียมที่มีสัดส่วน 51.5% ของยอดขาย ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 24.9%
ธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งมียอดขาย 9,420 ล้านบาท เติบโต 11.6% โดยปริมาณขายฟื้นตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 ติดต่อกัน หนุนจากธุรกิจอาหารสัตว์และกุ้งแช่แข็ง แม้ราคาขายปรับสูงขึ้น แต่ความต้องการในสหรัฐกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ธุรกิจหลักยังคงสมดุล
ธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปซึ่งเป็นแกนหลัก มียอดขาย 15,136 ล้านบาท เติบโต 2.5% โดยบริษัทปรับราคาขายในสหรัฐและไทยเพื่อชดเชยต้นทุนภาษี ขณะที่ปริมาณขายในยุโรปเติบโต ส่วนธุรกิจผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าหดตัวเล็กน้อย 1.2% จากการชะลอตัวในสหรัฐและญี่ปุ่น
การบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ
แม้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเล็กน้อยจากภาษีนำเข้าสหรัฐ แต่ TU สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารให้ลดลง 1% จากปีก่อน ผ่านโครงการ Sonar ที่ช่วยลดต้นทุน นอกจากนี้ ศาลสูงสุดสหรัฐตัดสินให้ลดภาษีเหลือ 10% ชั่วคราว 150 วัน ซึ่งช่วยให้การแข่งขันกลับมาปกติและเปิดโอกาสขอคืนภาษีในอนาคต
แนวโน้มปี 2569
นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) มองว่าธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงจะเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญจากเทรนด์ Pet Humanization และคงประมาณการกำไรปกติปี 2569 ที่ 5,135 ล้านบาท เติบโต 19% จากปีก่อน โดยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 14.20 บาทต่อหุ้น



