กองทุนรวมในประเทศไทยได้รับอานิสงส์จากแนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐที่ปรับลดลง ส่งผลให้เงินทุนจากต่างประเทศเริ่มไหลเข้าสู่ตลาดการเงินไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดหุ้นและตราสารหนี้ ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวดีขึ้นในระยะสั้น
ปัจจัยหนุนจากนโยบายการเงินสหรัฐ
นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ระบุว่า การที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณชะลอการขึ้นดอกเบี้ย หรืออาจปรับลดดอกเบี้ยลงในอนาคต ทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง และกระตุ้นให้นักลงทุนต่างชาติหันมาสนใจสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทย เนื่องจากให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า
ข้อมูลจากสมาคมบริษัทจัดการกองทุน (AIMC) ระบุว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเงินทุนไหลเข้าสุทธิเข้าสู่กองทุนรวมไทยกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท โดยแบ่งเป็นกองทุนตราสารหนี้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท และกองทุนหุ้นอีก 5 พันล้านบาท
ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย
นายสมชาย ทรัพย์เจริญ นักวิเคราะห์จาก บล. เอเซีย พลัส กล่าวว่า “การไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติจะช่วยหนุนดัชนี SET Index ให้ปรับตัวขึ้นได้ในระยะสั้น โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูง อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์”
ทั้งนี้ ดัชนี SET Index ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.3% ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่เฟดส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงิน ขณะที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยกว่า 8 พันล้านบาทในช่วงเวลาเดียวกัน
แนวโน้มกองทุนตราสารหนี้
กองทุนตราสารหนี้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการคาดการณ์ดอกเบี้ยขาลง เนื่องจากราคาพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ผลตอบแทนของกองทุนตราสารหนี้มีแนวโน้มดีขึ้น โดยเฉพาะกองทุนที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลอายุยาว
นายวิเชียร ตั้งธรรมนิยม กรรมการผู้จัดการ บลจ. วรรณ กล่าวว่า “นักลงทุนควรพิจารณากองทุนตราสารหนี้ที่มีอายุเฉลี่ยของตราสาร (duration) ยาว เพื่อรับประโยชน์จากการปรับลดดอกเบี้ย แต่ต้องระวังความผันผวนของราคาในระยะสั้น”
ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม
แม้แนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐจะเป็นบวกต่อตลาดการเงินไทย แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา เช่น อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐที่อาจกลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง ซึ่งจะทำให้เฟดชะลอการลดดอกเบี้ย รวมถึงสถานการณ์เศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว ซึ่งอาจกระทบต่อการส่งออกและเศรษฐกิจไทย
นอกจากนี้ นักลงทุนยังต้องติดตามการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไทย และความชัดเจนของนโยบายเศรษฐกิจจากรัฐบาลใหม่ ซึ่งอาจมีผลต่อทิศทางตลาดในระยะกลางถึงยาว



