SET ย่อลงรับแรงกดดันตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง ราคาน้ำมันพุ่ง
SET ย่อลงรับแรงกดดันตะวันออกกลางตึงเครียด ราคาน้ำมันพุ่ง

SET ย่อลง รับแรงกดดันตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง

ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET) ปรับตัวลดลงในวันแรกหลังหยุดยาว ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กลับมารุนแรงอีกครั้ง หลังจากอิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นกว่า 5.8% แตะระดับ 114 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ปรับตัวสูงขึ้น สร้างแรงกดดันต่อบรรยากาศการลงทุนในระยะสั้น

ปัจจัยกดดันตลาด

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยหลักที่กดดันตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะการโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่านต่อ UAE ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับอุปทานน้ำมันและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นแรง และ Bond Yield ที่เร่งตัวขึ้นยังเป็นปัจจัยลบต่อสินทรัพย์เสี่ยง

หุ้นที่อาจได้รับประโยชน์

หากสถานการณ์คลี่คลายหรือการปิดช่องแคบฮอร์มุซมีพัฒนาการเชิงบวก ราคาน้ำมันอาจปรับตัวลง ซึ่งจะเป็นบวกต่อกลุ่มสายการบิน (AAV, BA, THAI), กลุ่มวัสดุก่อสร้างและบรรจุภัณฑ์ (SCC, SCGP), และกลุ่มโรงไฟฟ้า (BGRIM, GPSC) นอกจากนี้ หุ้น SET50 ที่คาดเป็นเป้าหมายในการ Short Covering ได้แก่ MINT, BDMS, TIDLOR, AWC, CPN

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ปัจจัยในประเทศที่พยุงตลาด

กระทรวงการคลังเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาพระราชบัญญัติโอนงบประมาณปี 2569 และออกพระราชกำหนดกู้เงินเพื่อรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ส่วนมาตรการ "ไทยช่วยไทยพลัส" คาดว่าจะเสนอให้ ครม. พิจารณาในวันที่ 12 พฤษภาคม โดยจะแจกเงิน 1,000 บาทต่อเดือนเป็นเวลา 4 เดือนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง รัฐบาลออกเงินสมทบ 60% ซึ่งเป็นบวกต่อกลุ่มพาณิชย์และสินเชื่อ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมขยายตัว

ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนมีนาคมขยายตัว 0.75% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนการฟื้นตัวของภาคการผลิต โดยเฉพาะปิโตรเคมีและยานยนต์ กลุ่มพลังงานและถ่านหินได้รับอานิสงส์จากความต้องการของโลก โดยอินเดียเร่งผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินถึง 70% ของระบบ จากคลื่นความร้อนและการลดใช้ LNG ซึ่งหนุนราคาถ่านหินปรับขึ้น ส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานและถ่านหิน

กลยุทธ์การลงทุน: Selective Buy ในตลาดผันผวน

นักวิเคราะห์แนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์ "เลือกซื้อรายตัว" (Selective Buy) โดยเน้น 3 ธีมหลัก ได้แก่

  • หุ้นกำไรเติบโต (Earnings Play): คาดกำไรไตรมาส 1/2569 และไตรมาส 2/2569 เติบโตต่อเนื่อง
  • หุ้น Defensive ที่มีอำนาจตั้งราคา (Pricing Power): เช่น กลุ่มสื่อสาร (ADVANC, TRUE), การแพทย์ (BDMS, BH, CHG, BCH), และพาณิชย์ (CPALL, CPAXT, BJC, CPN)
  • หุ้นอุตสาหกรรม New S-Curve: ได้อานิสงส์จากการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เช่น พลังงานสะอาด, EV, Data Center

หุ้นเด่นระยะสั้น เช่น BANPU ได้แรงหนุนจากราคาถ่านหินและความต้องการที่พุ่งสูง คาดปี 2569 พลิกกำไร ส่วน HANA รับประโยชน์จากบาทอ่อนและเทรนด์ AI รวมถึง New S-Curve จากเทคโนโลยีใหม่

แนวโน้มตลาด: ต้องอยู่ในโหมดระวัง

SET มีแนวรับสำคัญที่ 1,480 จุด หากไม่หลุดยังถือเป็นสัญญาณเชิงบวก แต่ปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่าน ยังเป็นตัวแปรสำคัญ (Wildcard) หากคลี่คลาย SET มีโอกาสทะลุ 1,500 จุด แต่หากยืดเยื้อ เสี่ยงปรับฐานลึก โดยรวมตลาดหุ้นไทยเข้าสู่โหมดระวังตัวจากแรงกดดันภูมิรัฐศาสตร์ แต่ยังมีแรงพยุงจากมาตรการรัฐและกำไรบริษัทจดทะเบียน ทำให้กลยุทธ์ลงทุนยังคงเน้นเลือกหุ้นรายตัวมากกว่าการไล่ตลาด