รู้จัก Manus สตาร์ทอัพ AI จีน ที่รายได้โต 100 ล้านและขายกิจการให้ Meta จนสีจิ้น ผิง สกัดดาวรุ่ง
Meta ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ได้ตกลงเข้าซื้อกิจการ Manus สตาร์ทอัพด้าน AI Agents อัจฉริยะที่มีต้นกำเนิดในจีน กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อรัฐบาลจีนเข้าแทรกแซงดีลการซื้อขายครั้งนี้ โดยมองว่า Meta ซึ่งเป็นบิ๊กเทคของสหรัฐฯ อาจละเมิดกฎหมาย เนื่องจากทรัพยากรของ Manus ถือเป็นของจีน แม้ว่าสตาร์ทอัพจะย้ายฐานการดำเนินงานไปยังประเทศสิงคโปร์แล้วก็ตาม
AI Agents ที่ทำงานซับซ้อนโดยไม่พึ่งมนุษย์
AI Agents ที่สามารถทำงานซับซ้อนได้โดยแทบไม่ต้องพึ่งพามนุษย์ กลายเป็นสมรภูมิสำคัญของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่ต่างช่วงชิงกันลงทุน หนึ่งในนั้นคือ Manus แพลตฟอร์ม AI Agents ขั้นสูงของจีน ที่สามารถทำงานได้หลากหลายผ่านคำสั่งง่าย ๆ เมื่อเดือนธันวาคมปี 2025 Meta ได้ตัดสินใจเข้าซื้อกิจการด้วยมูลค่ากว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สิ่งที่ทำให้ดีลนี้ถูกจับตามองคือ Manus เป็นแพลตฟอร์มที่สร้างขึ้นโดย Butterfly Effect บริษัทแม่ในประเทศจีน เพิ่งเปิดตัวเมื่อวันที่ 6 มีนาคม ปี 2025 แต่เติบโตเร็วจนสามารถทำรายได้ต่อปีสูงถึง 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อ Meta เข้าซื้อกิจการ ทำให้รัฐบาลจีนเข้ามาแทรกแซงสืบสวน และพยายามยับยั้งดีลนี้
ความสามารถของ Manus ที่แตกต่างจาก AI ทั่วไป
Manus สามารถทำงานแตกต่างจากแชตบอต AI ทั่วไป โดยสามารถทำงานแบบหลายขั้นตอนหรือ Multi-Step Tasks ได้ด้วยตัวเอง ผ่านการเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันและเครื่องมือต่าง ๆ พร้อมตัดสินใจแทนผู้ใช้เมื่อได้รับสิทธิและการอนุญาต แม้ว่า AI Agents ส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังต้องมีมนุษย์คอยกำกับดูแล แต่ Manus ถูกออกแบบให้มีความเป็นอิสระสูงกว่า สามารถวางแผนและดำเนินงานเป็นชุดตั้งแต่ต้นจนจบได้ด้วยตัวเอง
ศักยภาพของ Manus นั้น บริษัทระบุว่าเทียบเท่ากับนักวิเคราะห์ระดับจูเนียร์ นักพัฒนาอิสระ หรือผู้ช่วยวิจัย และสามารถทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้โดยไม่ต้องมีคำสั่งแบบทีละขั้นตอน สามารถเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ต ค้นหาข้อมูล เขียนและรันโค้ด รวมถึงจัดการไฟล์ต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง ตัวอย่างเช่น ในงานบริการลูกค้า เครื่องมือนี้สามารถรับสาย ตรวจสอบข้อมูลผู้ใช้ ทำการตรวจสอบประวัติ และให้คำตอบที่ปรับตามบริบทของลูกค้าได้
ทำไมรัฐบาลจีนเข้ามายับยั้งดีลนี้
ท่ามกลางการแข่งขันด้าน AI ที่ดุเดือดระหว่างสองมหาอำนาจจีนและสหรัฐอเมริกา การที่บิ๊กเทคอย่าง Meta เข้าซื้อกิจการ Manus ถูกจับตามองจากทั่วโลก ปัจจุบันดีลระหว่าง Meta และ Manus สำเร็จไปแล้ว แต่รัฐบาลจีนดูเหมือนจะไม่หยุดแค่นี้ พยายามให้ข้อตกลงการซื้อขายจบลง
จุดเริ่มต้นของ Manus เกิดขึ้นในประเทศจีน พัฒนาโดยบริษัทแม่ Butterfly Effect ซึ่งได้รับเงินลงทุนจากนักลงทุนรายใหญ่ของจีน เช่น Tencent Holdings Ltd., ZhenFund และ HSG รวมถึงเงินทุนอีก 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐจาก VC ในซิลิคอนวัลเลย์อย่าง Benchmark ซึ่งการลงทุนของกองทุนจากสหรัฐฯ ทำให้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เข้าตรวจสอบดีลแล้วเช่นกัน
กระทั่งเดือนกรกฎาคม 2025 Manus ตัดสินใจย้ายฐานจากจีน ดึงคนทั้งหมดไปอยู่ที่สิงคโปร์ เพื่อเปิดทางให้ธุรกิจเข้าถึงเงินทุนระดับโลก และหลังจากย้ายฐานได้ไม่นาน ก็เกิดดีลที่ Meta ยอมทุ่ม 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเข้าซื้อกิจการ และตั้งเป้าจะนำกำลังคนและเทคโนโลยี AI Agents ของ Manus มาเสริมแพลตฟอร์มต่าง ๆ ของ Meta
จนกระทั่งวันที่ 8 มกราคม 2026 กระทรวงพาณิชย์ของจีนออกมาประกาศว่า “กำลังตรวจสอบข้อตกลงของทั้ง Meta และ Manus เพราะมีความเสี่ยงที่ดีลนี้จะละเมิดกฎด้านการส่งออกเทคโนโลยี และข้อจำกัดเกี่ยวกับการลงทุนจากต่างชาติ”
และเมื่อวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน (NDRC) มีคำสั่งให้ยกเลิกดีล Meta-Manus อย่างกะทันหัน พร้อมสั่งห้ามการลงทุนจากต่างชาติ และให้ทุกฝ่ายถอนตัว โดยไม่ได้ให้เหตุผลอย่างละเอียด การตัดสินใจนี้สร้างความประหลาดใจให้กับทุกฝ่าย เนื่องจากดีลแทบจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว แถม Manus ก็ย้ายฐานไปสิงคโปร์ ปิดกิจการในจีนอย่างสมบูรณ์ และ Meta ก็ยืนยันว่าได้ตัดความเกี่ยวข้องกับจีนทั้งหมดแล้ว
แต่การแทรกแซงของปักกิ่งสะท้อนว่า รัฐบาลจีนยังคงมอง Manus เป็นบริษัทสัญชาติจีน และพร้อมใช้อำนาจข้ามพรมแดนเพื่อควบคุมเทคโนโลยีสำคัญ แม้บริษัทจะย้ายฐาน แต่เทคโนโลยีส่วนหนึ่งถูกพัฒนาในจีน และยังถูกมองว่าเป็นความสำเร็จของประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้ ช่วงที่ข้อตกลงของทั้งสองบริษัทเพิ่งจะบรรลุ ผู้ร่วมก่อตั้ง Manus ทั้งสองคน คือ Xiao Hong และ Ji Yichao ก็ถูกทางการจีนเรียกตัวสอบสวน และถูกห้ามออกนอกประเทศแล้ว
จีนจะหยุดดีลนี้ได้จริงไหม
แม้ยังไม่ชัดเจนว่าจีนจะมีอำนาจบังคับให้ Meta ยกเลิกดีลได้หรือไม่ แต่สถานการณ์ล่าสุดก็ทำให้ดีลตกอยู่ในภาวะสุญญากาศ ทั้งในเชิงกฎหมายและการดำเนินงาน เนื่องจากทีมผู้ก่อตั้งและบุคลากรหลักของ Manus เป็นพลเมืองจีน ซึ่งเปิดช่องให้รัฐบาลใช้แรงกดดันได้ ส่วนในทางปฏิบัติ แม้บางส่วนของดีลได้ดำเนินไปแล้ว ทั้งการโอนเทคโนโลยี เงินทุน และการรวมทีมเข้ากับ Meta แต่ทีมงานยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในอนาคต ซึ่งผู้บริหารของ Meta อาจต้องใช้เวลาในการประเมินว่ารัฐบาลจีนเปิดทางให้หาทางออกร่วมกันหรือไม่ เช่น การจัดโครงสร้างใหม่ในรูปแบบการให้สิทธิใช้งาน (Licensing) หรือความร่วมมือกับบริษัทจีน
ผลกระทบจากกรณีนี้ไม่ได้จำกัดแค่ Meta และ Manus แต่ยังสั่นคลอนกลยุทธ์ของสตาร์ทอัพจีนที่เลือกย้ายฐานไปยังประเทศอย่างสิงคโปร์ เพื่อเข้าถึงเงินทุนโลกและลดการกำกับดูแลจากจีน ขณะที่ทางรัฐบาลสหรัฐฯ ก็กำลังจับตาสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด ว่าการเคลื่อนไหวของปักกิ่งจะทำให้ดีล AI ข้ามชาติอื่น ๆ ต้องหยุดชะงักหรือไม่
นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Economics อย่าง Michael Deng และ Adam Farrar ระบุว่า “บริษัท AI ที่มีรากฐานจากจีนที่กำลังคิดจะเดินเส้นทางเดียวกัน (กับ Manus) สร้างตัวในประเทศ ย้ายออกนอก แล้วขายให้บริษัทตะวันตก บริษัทเหล่านี้ต้องตระหนักใหม่แล้วว่า รัฐบาลจีนสามารถ และพร้อมจะเข้ามาแทรกแซงดีลได้ทุกเมื่อ”
ที่มา: Bloomberg [1][2]



