คนไทยรู้ทฤษฎีการเงินแต่ขาดการปฏิบัติจริง KKP แนะ 7 กลยุทธ์คนรวยรับมือยุคอายุยืน
คนไทยรู้การเงินแต่ขาดการปฏิบัติ KKP แนะ 7 กลยุทธ์คนรวย

คนไทยรู้ทฤษฎีการเงินแต่ขาดการปฏิบัติจริง KKP ชี้จุดอ่อนในยุคอายุยืน

นางกุลนันท์ ซานไทโว ประธานธุรกิจกลุ่มงานลูกค้าบุคคล กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยข้อมูลน่าตกใจเกี่ยวกับพฤติกรรมการเงินของคนไทยในยุคปัจจุบัน ซึ่งกำลังเผชิญกับสังคมอายุยืนหรือ Longevity ที่ประชากรอาจมีอายุถึง 90-100 ปี อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่น่ากังวลคือคนไทยส่วนใหญ่ยังขาดการวางแผนชีวิตและการเงินอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้น

อ้างอิงจากสถิติของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่ามีคนไทยเพียง 66% ที่มีการวางแผนการเงิน แต่ในจำนวนนี้มีเพียง 17.8% เท่านั้นที่สามารถปฏิบัติตามแผนได้สำเร็จ สาเหตุหลักมาจากการหลุดออกจากเส้นทางระหว่างทาง โดยเฉพาะกลุ่ม Mass Affluent หรือ "กลุ่มเดอะแบก" ซึ่งเป็นผู้มีรายได้ดีแต่แบกรับภาระหนักทั้งการดูแลบุตรและพ่อแม่ จนเกิดความกังวลเรื่องเงินไม่พอใช้ในระยะยาว

7 เคล็ดลับการวางแผนการเงินจากคนรวยเพื่อสู้ยุค Longevity

KKP ได้แนะนำ 7 ความลับในการบริหารจัดการเงินที่คนรวยนิยมใช้ เพื่อช่วยให้คนไทยสามารถรับมือกับยุคอายุยืนได้อย่างมั่นคง ดังนี้

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  1. การมีเงินสำรองฉุกเฉิน: ควรมีเงินสำรองครอบคลุมค่าใช้จ่าย 6-12 เดือน เพื่อเป็นหลักประกันในกรณีเกิดเหตุไม่คาดฝัน
  2. ใช้เงินเล็กปกป้องเงินใหญ่: ใช้เครื่องมือเช่นประกันภัยเพื่อป้องกันความเสี่ยง โดยจ่ายเบี้ยประกันหลักหมื่นเพื่อคุ้มครองความเสียหายหลักแสนหรือล้าน
  3. วางแผนชีวิตก่อนการลงทุน: กำหนดแผนชีวิตและผลตอบแทนที่ต้องการให้ชัดเจนก่อนจัดพอร์ตการลงทุน ไม่ใช่ลงทุนตามกระแส
  4. การใช้เงินผู้อื่นสร้างสินทรัพย์ (OPM): การเป็นหนี้เพื่อสร้างทรัพย์สิน เช่น กู้ซื้อบ้านหรือการศึกษา ถือเป็นการสร้าง Asset ในอนาคต
  5. พลังของดอกเบี้ยทบต้น: เริ่มวางแผนตั้งแต่เด็ก เช่น อายุ 20 ปี ใช้เงิน 21% ของรายได้เพื่อให้เงินทำงานแทนจนครอบคลุมวัยเกษียณ
  6. การลงทุนที่เหนือกว่าค่าเฉลี่ย: เข้าถึงการลงทุนในตลาดโลก (Global Market) ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดกว้างมากขึ้น
  7. ต้องมีผู้นำทางและเครื่องมือ: การคิดเองไม่เพียงพอ ต้องมีที่ปรึกษาและแพลตฟอร์มช่วยให้แผนปฏิบัติได้จริง

KKP EDGE: กลไกช่วยกลุ่ม Mass Affluent สู่ความมั่งคั่งยั่งยืน

KKP ได้เปิดตัวบริการ KKP EDGE ที่มุ่งช่วยกลุ่ม Mass Affluent ที่ขาดการวางแผนชีวิตอย่างเป็นระบบ ด้วยกลยุทธ์ Purpose-Based Planning ซึ่งเน้นเป้าหมายชีวิตแทนการเสนอขายผลิตภัณฑ์รายชิ้น บริการนี้แบ่งระดับการดูแลตามขนาดสินทรัพย์:

  • EDGE Gold (2-10 ล้านบาท): เน้นการวางแผนและติดตามผลผ่านช่องทางออนไลน์ทุก 6 เดือน
  • EDGE Platinum (10 ล้านบาทขึ้นไป): ให้คำปรึกษาตลอดเวลาในเรื่องการบริหารเงินฝาก สินเชื่อ ประกัน และการลงทุนทั่วโลก พร้อมรองรับเครื่องมือใหม่ๆ เช่น บัญชี TISA เพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษี

นางกุลนันท์ระบุว่า KKP มองเห็นศักยภาพการเติบโตของกลุ่ม Mass Affluent ที่จะขยายตัวได้ถึง 70% ภายใน 3 ปี ปัจจุบัน KKP EDGE ดูแลสินทรัพย์ให้ลูกค้ากว่า 1.5 แสนล้านบาท และตั้งเป้าดูแลสินทรัพย์มากกว่า 250,000 ล้านบาทภายในสามปี

คำแนะนำสำหรับคนรุ่นใหม่และวิเคราะห์วิกฤตพลังงาน

สำหรับคนรุ่นใหม่หรือ First Jobber ที่เพิ่งเริ่มทำงาน KKP แนะนำให้เริ่มต้นจากการ "วางแผนภาษี" ทันที โดยศึกษาเครื่องมือลดหย่อนภาษี เช่น กองทุน RMF, SSF, TESG และประกันสุขภาพซึ่งมีเบี้ยประกันถูกกว่าเมื่อเริ่มตั้งแต่อายุน้อย พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการสร้างวินัยและกำหนด "แผนชีวิต" ให้ชัดเจน หากต้องการเกษียณอายุที่ 40-45 ปี การเริ่มคิดและวางแผนตั้งแต่ต้นจะทำให้เป้าหมายเป็นจริงได้มากขึ้น

นอกจากนี้ KKP ยังพัฒนาแอปพลิเคชันที่มีระบบ Online Advisor เพื่อให้คำแนะนำเรื่องการออม แผนเกษียณ และการลดหย่อนภาษี สำหรับผู้เริ่มต้นออมที่มียอดสินทรัพย์ไม่ถึง 2 ล้านบาท

ในส่วนของสถานการณ์วิกฤตพลังงาน นางกุลนันท์กล่าวว่า KKP ได้ติดตามอย่างใกล้ชิดและประเมินไว้ 2 กรณี:

  • Base Case: ราคาน้ำมันเฉลี่ยที่ 100 ดอลลาร์ และสถานการณ์ควรจบภายใน 1-2 สัปดาห์ แนะนำให้ Stay Invested หรือถือสัดส่วนการลงทุนเดิมตามความเสี่ยงของแต่ละบุคคล เช่น พอร์ตกระจายความเสี่ยงหุ้นและตราสารหนี้ต่างประเทศ 60/40 พร้อมมีทองคำติดพอร์ต 3-5%
  • Bad Case: หากสถานการณ์ลากยาวเกินเดือนเมษายนและราคาน้ำมันพุ่งถึง 120 ดอลลาร์ จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้น จำเป็นต้องปรับพอร์ตเข้าสู่สินทรัพย์ที่ปลอดภัยมากขึ้น

สำหรับกรณีราคาทองคำดิ่งหนัก KKP มองว่าทองคำยังมีปัจจัยขับเคลื่อนหลายอย่าง ทั้งเรื่องค่าเงินและปัจจัยเฉพาะในไทย โดยยังคงสถานะทองคำเป็น "สินทรัพย์ทางเลือก" ที่ต้องมีติดพอร์ตในสัดส่วน 3-5% และถือเป็น Safe Haven สำคัญ แม้ราคาจะผันผวนแต่เป็นจังหวะที่ควรพิจารณาซื้อสะสมเพิ่มตามความเหมาะสม