จับตา จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย KKP ชี้เกินดุลลดลง สัญญาณเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง
จับตา จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย KKP ชี้เกินดุลบัญชีเดินสะพัดลดลง

นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัด แต่เริ่มเห็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่ต้องติดตาม เนื่องจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยมีขนาดลดลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับอดีต

ดุลบัญชีเดินสะพัดคืออะไร

ดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นส่วนหนึ่งของดุลการชำระเงิน ซึ่งบันทึกการเคลื่อนไหวของเงินเข้าและออกของประเทศ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ บัญชีเดินสะพัด และบัญชีทุนหรือบัญชีการเงิน บัญชีเดินสะพัดประกอบด้วยการซื้อขายสินค้า การค้าบริการ และรายได้จากการลงทุนระหว่างประเทศ เช่น การส่งออกและนำเข้าสินค้า รายได้จากการท่องเที่ยว การใช้บริการจากต่างประเทศ รวมถึงรายได้จากการลงทุนในต่างประเทศ ขณะที่บัญชีทุนหรือบัญชีการเงินสะท้อนการเคลื่อนย้ายเงินทุน เช่น การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) การลงทุนในตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ หรือการกู้ยืมระหว่างประเทศ

นักเศรษฐศาสตร์มักให้ความสำคัญกับดุลบัญชีเดินสะพัดมากกว่าดุลการเงิน เนื่องจากสะท้อนแนวโน้มระยะยาวของเศรษฐกิจ ขณะที่ดุลการเงินมีลักษณะเป็นเงินทุนที่สามารถไหลเข้าออกได้รวดเร็ว หรือที่เรียกว่า Hot Money

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ไทยเคยเกินดุลสูงจากท่องเที่ยว

ในช่วงปี 2557-2561 ไทยเคยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึงประมาณ 8-10% ของ GDP โดยมีปัจจัยสำคัญจากการส่งออกและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะช่วงที่นักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้ามาจำนวนมาก ส่งผลให้เงินต่างประเทศไหลเข้าสู่ประเทศในระดับสูง ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องเข้าซื้อเงินตราต่างประเทศและสะสมเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

อย่างไรก็ตาม ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไทยเข้าสู่ภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เนื่องจากภาคการท่องเที่ยวหยุดชะงักและการส่งออกได้รับผลกระทบ ก่อนที่ดุลบัญชีเดินสะพัดจะค่อยๆ ฟื้นตัวกลับมาเป็นบวกอีกครั้งหลังเปิดประเทศ แต่ข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่าไทยเริ่มเกินดุลในระดับที่ลดลงกว่าที่หลายคนคาดการณ์ไว้

เกินดุลลดลงแม้ไม่รวมปัจจัยสงครามและน้ำมัน

นายพิพัฒน์ ระบุว่า แนวโน้มการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่ลดลงเริ่มเห็นชัดขึ้น แม้ยังไม่นับรวมผลกระทบจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมีข้อดีในด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจและค่าเงิน เนื่องจากสะท้อนว่าเงินทุนไหลเข้าสู่ประเทศมากกว่าไหลออก ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่า อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่องก็ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกและภาคท่องเที่ยว รวมถึงเป็นปัจจัยที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากต้นทุนสินค้านำเข้าปรับลดลง

เดือนเมษายนขาดดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ในเดือนเมษายน 2569 ไทยขาดดุลการค้าในระบบศุลกากรสูงถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา แม้ว่าส่วนหนึ่งเป็นผลจากการนำเข้าน้ำมัน แต่เมื่อหักผลกระทบจากน้ำมันออกแล้ว ไทยยังขาดดุลการค้าประมาณ 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เห็นว่าแนวโน้มการเกินดุลการค้าของไทยลดลงต่อเนื่องมาระยะหนึ่งแล้ว ราคาน้ำมันเป็นปัจจัยระยะสั้นที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่สิ่งที่ควรจับตาคือปัจจัยเชิงโครงสร้างที่อาจส่งผลต่อดุลบัญชีเดินสะพัดในระยะยาว

3 ปัจจัยหลักที่ทำให้เกินดุลลดลง

นายพิพัฒน์ ระบุถึง 3 ปัจจัยสำคัญที่กำลังส่งผลต่อแนวโน้มดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย ได้แก่

  • ความสามารถในการแข่งขันและดุลการค้าลดลง ไทยเริ่มขาดดุลการค้าที่ไม่รวมน้ำมันเพิ่มขึ้นในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากการนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปเข้ามาทดแทนการผลิตในประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและสินค้าอื่น ๆ ที่เข้ามาตีตลาดผู้ผลิตไทย
  • การลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้น ไทยเริ่มมีการลงทุนขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น เช่น โครงการ Data Center และเมกะโปรเจกต์จากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น TikTok, Google และ Microsoft แม้การลงทุนนี้เป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจ แต่โครงการเหล่านี้มีสัดส่วนการนำเข้าอุปกรณ์จากต่างประเทศสูงถึง 80-85% ส่งผลให้ยอดการนำเข้าพุ่งสูงขึ้นในระยะสั้น
  • ดุลบริการลดลงจากรายจ่ายดิจิทัล ถึงแม้ภาคท่องเที่ยวจะฟื้นตัวกลับมาแล้ว 2 ใน 3 ถึง 3 ใน 4 ของยุคก่อนโควิด แต่ไทยกลับมีรายจ่ายด้านบริการไหลออกไปต่างประเทศจำนวนมาก ทั้งค่าขนส่ง และค่าทรัพย์สินทางปัญญาจากการใช้งานแพลตฟอร์มต่างประเทศ เช่น YouTube, Netflix, Spotify รวมถึงบริการ AI ส่งผลให้ดุลบริการไม่สามารถกลับมาเกินดุลได้มากเท่าเดิม

ยังไม่น่ากังวล แต่ควรติดตามใกล้ชิด

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า แม้ไทยจะเริ่มเห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงของดุลบัญชีเดินสะพัด แต่ในปัจจุบันยังไม่ใช่ประเด็นที่น่ากังวล เนื่องจากไทยยังคงเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ และการคาดการณ์ในปัจจุบันมองว่าหากเกิดการขาดดุล ก็จะอยู่ในระดับไม่สูง โดยเปรียบเทียบกับช่วงก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งไทยเคยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 7-8% ของ GDP ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบันยังห่างไกลจากระดับดังกล่าว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นในขณะนี้คือการเปลี่ยนผ่านจากประเทศที่เคยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูง มาเป็นประเทศที่เกินดุลลดลง และอาจเข้าสู่ภาวะขาดดุลในบางช่วง

นโยบายเศรษฐกิจท่ามกลางสัญญาณเปลี่ยนแปลง

การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไม่ได้เป็นเรื่องแย่เสมอไป เพราะอาจช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาทและสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกและภาคท่องเที่ยว โดยคาดว่าไทยอาจเห็นภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ และหากคิดเป็นอัตรารายปีอาจอยู่ราว 2% ของ GDP ซึ่งยังไม่ถือเป็นระดับที่น่ากังวล และมีโอกาสปรับดีขึ้นได้หากราคาน้ำมันคลี่คลายลง

อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อไปไทยอาจไม่ได้กลับไปเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับ 3-4% ของ GDP เหมือนในอดีต แต่มีแนวโน้มเกินดุลลดลงจนใกล้ศูนย์ หรืออาจขาดดุลเล็กน้อยในบางช่วง ขณะที่ระดับการขาดดุลที่ควรจับตาอย่างใกล้ชิดคือประมาณ 3-5% ของ GDP ขึ้นไป ซึ่งอาจเริ่มส่งผลต่อมุมมองด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจของนักลงทุน

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจทำให้ไทยต้องให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะการดำเนินนโยบายการเงินและการคลังในอนาคต เนื่องจากหากไทยต้องพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศมากขึ้น ความอ่อนไหวต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและภาวะตลาดการเงินโลกก็อาจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ดุลบัญชีเดินสะพัดไม่ได้ส่งผลต่อตลาดทุนโดยตรง แต่เป็นปัจจัยสำคัญด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจที่นักลงทุนทั่วโลกใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน ประเทศที่ยังเกินดุลบัญชีเดินสะพัดหรือมีฐานะใกล้เคียงสมดุล มักถูกมองว่ามีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและไม่ต้องพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศมากนัก ในทางกลับกัน หากประเทศใดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่อง จะต้องอาศัยเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาชดเชยมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจมีความอ่อนไหวต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ หากเกิดภาวะเงินทุนไหลออกหรือการลงทุนชะลอตัว อาจส่งผลต่อเสถียรภาพของค่าเงินและตลาดการเงินได้

สำหรับผลกระทบต่อค่าเงินบาท ในระยะยาว ดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อทิศทางค่าเงิน ส่วนการเคลื่อนไหวในระยะสั้นยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นอีกหลายด้าน ทั้งอัตราดอกเบี้ย ภาวะเศรษฐกิจโลก และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย จึงไม่สามารถอธิบายได้จากดุลบัญชีเดินสะพัดเพียงอย่างเดียว แต่หากแนวโน้มการเกินดุลของไทยลดลงต่อเนื่อง ก็อาจทำให้แรงสนับสนุนต่อการแข็งค่าของเงินบาทในระยะยาวลดลงจากอดีต

ข้อเสนอแนะสำหรับภาครัฐ

นายพิพัฒน์ ย้ำว่า สิ่งที่ภาครัฐควรให้ความสำคัญในระยะต่อไป คือการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งด้านการผลิต การส่งออก และภาคบริการ เพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่จากต่างประเทศและรองรับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกัน แม้การเพิ่มขึ้นของการลงทุนจะส่งผลให้การนำเข้าสูงขึ้นและกดดันดุลบัญชีเดินสะพัดในระยะสั้น แต่ถือเป็นพัฒนาการเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ เพราะช่วยเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ยกระดับศักยภาพการผลิต และสร้างโอกาสการเติบโตในระยะยาว