เปิดมุมมอง "สายเหยี่ยว" (Hawkish) ในมุมนัยยะทางเศรษฐกิจ-การลงทุน ต่างจาก สายพิราบ (Dovish) อย่างไร? เควิน วอร์ช ประธานเฟดประชุมดอกเบี้ยนัดแรก สะท้อนมุมมอง "สายเหยี่ยว" มากกว่าที่ตลาดคาด ชวนทำความรู้จัก Hawkish ในมุมนัยยะทางเศรษฐกิจ-การลงทุน ต่างจาก สายพิราบ (Dovish) อย่างไร?
การประชุมเฟดและมุมมอง Hawkish
ในการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติเอกฉันท์ให้คงดอกเบี้ยที่ 3.50%-3.75% และเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ร่วมประชุมนัดแรกหลังเข้ารับตำแหน่ง สิ่งหนึ่งที่เห็นคือ Dot Plot สะท้อนมุมมอง Hawkish มากขึ้น จากเจ้าหน้าที่เฟด 18 คน ที่ส่งประมาณการอัตราดอกเบี้ย ดังนี้
- 8 คน มองว่าควรคงดอกเบี้ยทั้งปี
- 3 คน มองว่าควรขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง
- 5 คน มองว่าควรขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง
- 1 คน มองว่าควรขึ้นดอกเบี้ยถึง 4 ครั้ง
เควิน วอร์ช แสดงจุดยืนเชิง Hawkish ในช่วงถาม-ตอบ ซึ่งเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของเฟดในการนำอัตราเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% โดยกล่าวว่า "เรามีศักยภาพที่จะทำให้อัตราเงินเฟ้อกลับสู่ระดับ 2% และนั่นคือสิ่งที่เราจะทำ" และ "เราพลาดเป้าเงินเฟ้อมาตลอด 5 ปีที่ผ่านมา และเราจะจัดการแก้ไขเรื่องนี้"
นโยบายการเงินของธนาคารกลาง
ข้อมูลจาก บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด อธิบายว่า นโยบายการเงินของธนาคารกลางมี 3 ประเด็นที่ธนาคารกลางจะคอยกำกับดูแล ได้แก่
- อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
- อัตราดอกเบี้ย
- ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ
ธนาคารกลางจะใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นเครื่องมือในการควบคุมปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ หรือเพื่อกำหนดเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ รวมถึงการรักษาระดับของเงินเฟ้อในประเทศ
แนวคิดสายเหยี่ยว (Hawkish)
ในกรณีที่คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางมองว่า เงินเฟ้อจะเร่งตัวในอนาคต ก็จะทำการออกมติขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือขายพันธบัตรรัฐบาลเพื่อดูดสภาพคล่องออกจากระบบเศรษฐกิจ ซึ่งคือการใช้นโยบายการเงินแบบหดตัว (Contractionary Monetary Policy) ผ่านแนวคิดแบบ Hawkish มาจากคำว่า Hawk หรือ เหยี่ยว ซึ่งแสดงถึงความดุดัน ก้าวร้าว และไม่ประนีประนอม
แนวคิดสายพิราบ (Dovish)
ในทางตรงกันข้าม หากคณะกรรมการนโยบายการเงินมองว่าอัตราเงินเฟ้อจะไม่เร่งตัวหรือจะหดตัวลงในอนาคต ก็จะทำการลงมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งคือการใช้นโยบายการเงินแบบขยายตัว (Expansionary Monetary Policy) ผ่านแนวคิดแบบ Dovish มาจากคำว่า Dove นกพิราบ สัญลักษณ์แห่งสันติภาพ ซึ่งแสดงถึงความประนีประนอม ยืดหยุ่น อะลุ่มอล่วย ซึ่งเป็นแนวคิดที่สวนทางกันกับ Hawkish
ผลกระทบต่อตลาดตราสารหนี้
เมื่อเข้าใจความหมายของคำว่า Hawkish และ Dovish แล้วมาดูกันว่า ถ้าธนาคารกลางมีแนวคิดแบบ Hawkish หรือ Dovish จะมีผลกระทบต่อผลตอบแทนของตลาดตราสารหนี้อย่างไร
แนวคิด Hawkish
หากวิเคราะห์ว่าธนาคารกลางน่าจะมีแนวคิด Hawkish หมายถึง ธนาคารกลางคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะเร่งตัวในอนาคต จึงปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงเพราะธุรกิจกู้เงินน้อยลงเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงขึ้น และธนาคารกลางยังออกพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มเพื่อดูดเงินในระบบเศรษฐกิจ ทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้สูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งไม่ดีต่อการถือครองตราสารหนี้ในพอร์ตการลงทุน เพราะเมื่อคำนวณราคาตลาด (Mark to Market) แล้วราคาจะลดลง
แนวคิด Dovish
ในทางกลับกัน หากมีมุมมองว่าธนาคารกลางน่าจะมีแนวคิดแบบ Dovish คือธนาคารกลางคิดว่าอัตราเงินเฟ้อจะชะลอตัวหรือหดตัวในอนาคต และเพื่อไม่ให้เกิดสภาวะเงินฝืด ธนาคารกลางจะเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อลดต้นทุนดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งเป็นแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจและประชาชนกู้เงินมาทำธุรกิจหรือใช้จ่ายอุปโภคบริโภคมากขึ้น นอกจากนี้ ธนาคารกลางยังซื้อพันธบัตรรัฐบาลจากนักลงทุนในตลาดตราสารหนี้ เพื่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ทำให้ตลาดมีสภาพคล่องพร้อมแก่การเติบโตในอนาคต เมื่อต้นทุนทางการเงินต่ำลง ผลตอบแทนตราสารหนี้ก็จะต่ำลง ทำให้ราคาตลาด (Mark to Market) ของตราสารหนี้ที่นักลงทุนถืออยู่มีราคาสูงขึ้น
ปัจจัยที่มีผลต่อแนวคิด Hawkish หรือ Dovish
ปัจจัยที่มีผลต่อการที่คณะกรรมการนโยบายการเงินจะเลือกใช้แนวคิด Hawkish หรือ Dovish ประกอบด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจหลายอย่าง เช่น แนวโน้มตัวเลข GDP อัตราเงินเฟ้อ แนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยน และตัวเลขการจ้างงาน เป็นต้น นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยนโยบายยังมีผลต่อเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากเมื่อธนาคารกลางปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจะทำให้อัตราผลตอบแทนภายในประเทศโดยรวมดูดีขึ้น ก็สามารถดึงเงินหรือป้องกันการไหลออกของเงินนักลงทุนต่างชาติได้ดีขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินของประเทศนั้นๆ มีแนวโน้มแข็งค่า ในทางตรงกันข้ามหากธนาคารกลางปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง นักลงทุนต่างชาติอาจมองว่ามีประเทศอื่นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า ก็จะนำเงินออกจากประเทศนั้น ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนมีแนวโน้มอ่อนค่า ซึ่งประเด็นนี้อาจเป็นผลดีต่อกลุ่มธุรกิจที่มีการส่งออกสินค้าไปจำหน่ายต่างประเทศ



