เปิดประวัติ 'วีระพงษ์ ประภา' กุนซือที่ปรึกษาใหม่ของ 'ศุภจี' สุธรรมพันธุ์
หลังจากที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงการทาบทามนายวีระพงษ์ ประภา อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มาร่วมทีมที่ปรึกษา สยามโพสต์24 ขอนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับบุคคลที่มีดีกรีสูงในแวดวงการค้าระหว่างประเทศคนนี้
เส้นทางการศึกษาและประสบการณ์การทำงาน
นายวีระพงษ์ ประภา หรือที่รู้จักในชื่อเล่นว่า 'อาร์ท' อายุ 41 ปี มีพื้นการศึกษาที่โดดเด่น โดยสำเร็จปริญญาตรีด้านการบริหารธุรกิจ เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จากมหาวิทยาลัย Wellington ประเทศนิวซีแลนด์ ตามด้วยปริญญาโทด้านการพัฒนาระหว่างประเทศจาก London School of Economics (LSE) และปริญญาโทด้านการบริหารธุรกิจ (MBA) หลักสูตรผู้บริหารจากมหาวิทยาลัย Cambridge ประเทศอังกฤษ
ในด้านการทำงาน เขามีประสบการณ์มากกว่า 20 ปี ในองค์กรระหว่างประเทศด้านการค้าและการลงทุนที่เป็นธรรมและยั่งยืน โดยเคยดำรงตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยและสหภาพยุโรป (EU) รวมถึงการส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานความยั่งยืนของไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
เหตุผลที่ 'ศุภจี' เลือกวีระพงษ์เป็นที่ปรึกษา
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ระบุว่า นายวีระพงษ์ ประภา เป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถสูง โดยเฉพาะจากบทบาทในฐานะผู้แทนการค้าไทยที่เคยช่วยงานในสมัยรัฐบาลที่แล้ว แม้ว่าการเจรจา FTA ไทย-อียูจะยังไม่แล้วเสร็จ แต่เธอเห็นว่าเขามีศักยภาพและความเชี่ยวชาญ จึงได้ทาบทามเข้ามาร่วมทีมที่ปรึกษา โดยเน้นที่ผลงานและการทำงานเป็นหลัก
นางศุภจีกล่าวเสริมว่า "วีระพงษ์เป็นคนที่มีความสามารถและประสบการณ์ตรงจากต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยผนวกกับการขับเคลื่อนนโยบายในฐานะผู้แทนการค้าไทย เพื่อผลักดันนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศของไทยให้แข็งแกร่งขึ้น"
บทบาทและความคาดหวังในอนาคต
นายวีระพงษ์ ประภา พร้อมนำประสบการณ์จากต่างประเทศและความเชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศ มาร่วมผลักดันนโยบายเศรษฐกิจของไทย โดยมุ่งเน้นให้ธุรกิจไทยและประชาชนสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงในสมรภูมิการค้าโลกที่ท้าทาย การเข้ามาของเขาคาดว่าจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับทีมที่ปรึกษาของกระทรวงพาณิชย์ โดยเฉพาะในประเด็นการเจรจา FTA และการขยายโอกาสทางการค้า
การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการดึงบุคคลากรที่มีความสามารถเฉพาะทางมาช่วยขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศของไทยในระยะยาว



