นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของไทยได้ออกมาให้ความเห็นอย่างชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางการใช้งบประมาณของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรักษาสมดุลระหว่างมาตรการช่วยเหลือประชาชนกับภาระในการดูแลราคาพลังงานและค่าครองชีพที่ยังคงมีความผันผวน
การชั่งน้ำหนักระหว่างมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกับภาระดูแลราคาพลังงาน
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้เปิดเผยถึงแนวคิดของรัฐบาลที่เตรียมรวมโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกับโครงการคนละครึ่งพลัส ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้ใช้จ่ายได้ในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ โดยต้องพิจารณาแยกเป็น 2 มิติสำคัญ
มิติทางเศรษฐกิจกับการเมืองที่ต้องพิจารณาควบคู่กัน
ในเชิงเศรษฐกิจ รัฐบาลจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานอย่างใกล้ชิดว่าจะปรับสูงขึ้นต่อเนื่องหรือเริ่มคลี่คลาย พร้อมทั้งประเมินฐานะการคลังและวงเงินงบประมาณที่เหลืออยู่ซึ่งเป็นปัจจัยชี้ขาดต่อการตัดสินใจใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกันในเชิงนโยบายทางการเมือง โครงการคนละครึ่งพลัสถือเป็นหนึ่งในมาตรการที่รัฐบาลเคยให้คำมั่นไว้กับประชาชน การเดินหน้ามาตรการนี้จึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของรัฐบาล
ความเสี่ยงจากการใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล
นายธนวรรธน์ได้ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นหากรัฐบาลใช้งบประมาณจำนวนมากในระดับ 6 หมื่นล้านบาทสำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งอาจทำให้ภาครัฐมีข้อจำกัดในการนำเงินไปใช้ดูแลผลกระทบจากราคาพลังงาน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากต้องอุดหนุนราคาน้ำมันผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงหรือพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิต ซึ่งจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้จำนวนมหาศาล ตัวอย่างที่ชัดเจนคือหากลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 1 บาทต่อลิตร จากปริมาณการใช้น้ำมันวันละประมาณ 100 ล้านลิตร จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ราว 3,000 ล้านบาทต่อเดือน
แนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมในสถานการณ์ผันผวน
นักเศรษฐศาสตร์ผู้นี้ได้เสนอแนะแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมสำหรับรัฐบาลว่า หากสถานการณ์ราคาพลังงานเริ่มคลี่คลาย การออกมาตรการในช่วงเดือนพฤษภาคมอาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างเหมาะสม
แต่หากสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน รัฐบาลอาจพิจารณาเลื่อนการดำเนินโครงการออกไปก่อนหรือเริ่มในวงเงินที่ไม่สูง โดยเน้นช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรกเพื่อบรรเทาค่าครองชีพ พร้อมทั้งเก็บงบประมาณไว้ใช้ในภาวะฉุกเฉิน เนื่องจากรัฐบาลยังเผชิญแรงกดดันในการดูแลราคาพลังงานควบคู่กันไป
บทบาทสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ในการรักษาสมดุล
นายธนวรรธน์ยังได้กล่าวถึงบทบาทของกระทรวงพาณิชย์ในช่วงเวลานี้ว่าต้องทำงานในลักษณะ "สองขา" คือดูแลทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค ซึ่งโดยธรรมชาติอาจมีเป้าหมายที่ขัดกัน
การกำหนดระดับราคาที่เหมาะสม
ในกรณีสินค้าเกษตร หากราคาสูงเกินไปจะกระทบผู้บริโภค แต่หากราคาต่ำเกินไปจะกระทบรายได้เกษตรกร ดังนั้นจำเป็นต้องกำหนดระดับราคาที่เหมาะสมโดยอาศัยข้อมูลจากนักวิจัยและนักเศรษฐศาสตร์ เพื่อให้ราคาสินค้าไม่กระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม
เครื่องมือสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ประกอบด้วย:
- การควบคุมราคาสินค้า
- การกำหนดราคากลางผ่านคณะกรรมการว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ(กกร.)
- การบริหารโควตาการส่งออกในบางสินค้า เช่น น้ำมันปาล์ม
- การหารือกับผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง
การดำเนินการเหล่านี้ต้องไม่กระทบต้นทุนหรือกำไรจนเกินไป เพราะอาจทำให้ธุรกิจประสบปัญหาสภาพคล่อง เกิดหนี้เสีย หรือจำเป็นต้องลดการจ้างงาน
การสนับสนุนรายได้ประชาชนผ่านช่องทางอื่น
ในอีกด้านหนึ่ง กระทรวงพาณิชย์ยังมีบทบาทในการสนับสนุนรายได้ให้ประชาชนผ่านการขยายตลาดส่งออกโดยใช้เครือข่ายทูตพาณิชย์ รวมถึงการบริหารจัดการกระจายสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่มีปริมาณล้นตลาดในบางพื้นที่ ให้สามารถเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ที่มีความต้องการ เพื่อสร้างสมดุลด้านราคาและรายได้
การควบคุมเงินเฟ้อด้วยหลักการที่เหมาะสม
สำหรับคำถามเรื่องการควบคุมเงินเฟ้อ นายธนวรรธน์ระบุว่ากระทรวงพาณิชย์มีกฎหมายรองรับและสามารถดำเนินการตรวจสอบสต็อกสินค้าได้ โดยใช้หลักการบัญชี เช่น วิธี First In First Out (FIFO) เพื่อตรวจสอบต้นทุนวัตถุดิบและโครงสร้างราคาว่าสอดคล้องกับต้นทุนจริงหรือไม่
พร้อมทั้งหารือกับภาคเอกชนเพื่อกำหนดระดับราคาที่เหมาะสม เนื่องจากหากบังคับให้ผู้ประกอบการขายสินค้าต่ำกว่าต้นทุน อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการดำเนินธุรกิจในระยะยาว
ทั้งนี้ การใช้อำนาจตามกฎหมายควบคุมราคาจำเป็นต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการคุ้มครองผู้บริโภคและการรักษาเสถียรภาพของผู้ประกอบการ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการจ้างงานและเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวมในระยะต่อไป



