ทีมกลยุทธ์การลงทุน ธนาคารกรุงไทย (Krungthai Chief Investment Office : CIO) วิเคราะห์ภาพรวมการลงทุนประจำสัปดาห์วันที่ 18-22 พฤษภาคม 2569 ระบุว่าตลาดหุ้นโลกเริ่มเข้าสู่ภาวะปรับฐาน เนื่องจากแรงขายทำกำไรในหุ้นที่ปรับตัวขึ้นแรงก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะกลุ่ม Semiconductor และ Power Bottleneck เพื่อลดความกระจุกตัวของพอร์ตการลงทุน
ปัจจัยกดดันหลักจากเงินเฟ้อ
ตลาดกลับมาให้น้ำหนักกับปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคมากขึ้น หลังบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/2026 ซึ่งภาพรวมยังแข็งแกร่ง โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปัจจัยกดดันหลักมาจากความกังวลด้านเงินเฟ้อ หลังจากดัชนี CPI สหรัฐฯ ในเดือนเมษายนเพิ่มขึ้นแตะ 3.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และดัชนี PPI พุ่งสู่ 6.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ สะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง
แนวโน้มดอกเบี้ยและ Bond Yield
ส่งผลให้ Bond Yield ทั่วโลกปรับขึ้น และตลาดเริ่มให้น้ำหนักมากขึ้นว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) อาจคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อเนื่องตลอดปีนี้ หรือมีโอกาสปรับขึ้นเพิ่มเติม ซึ่งอาจผลักดัน Bond Yield สหรัฐฯ อายุ 10 ปี เข้าใกล้ระดับ 5.0% นอกจากนี้ ตลาดยังถูกกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับสูงขึ้น หลังการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านยังไร้ความคืบหน้า ขณะที่ทรัมป์ระบุว่าข้อตกลงหยุดยิงยังเปราะบาง แม้การพบปะผู้นำสหรัฐฯ-จีนจะช่วยลดความตึงเครียดทางการค้าและหนุนเสถียรภาพพลังงาน แต่รายละเอียดข้อตกลงยังไม่ชัดเจน ทำให้ความเสี่ยงต่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงชะงักอยู่
กลยุทธ์การลงทุนจาก Krungthai CIO
Krungthai CIO มองว่าผลประกอบการกลุ่ม AI Supply Chain ยังแข็งแกร่ง สะท้อนการเติบโตของ AI Cycle ในระยะกลาง-ยาว โดยเฉพาะ AI Infrastructure, Data Center และ Power Management พร้อมแนะนำ 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่
- ลงทุน Core Portfolio ผ่านกองทุน KTWC เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดความผันผวน
- ทยอยสะสมหุ้นคุณภาพในธีม AI และพลังงานสะอาด
- รอจังหวะเข้าลงทุนกลุ่ม Semiconductor และ Power Bottleneck ช่วงตลาดพักฐาน เพื่อเพิ่ม Margin of Safety
น้ำหนักการลงทุนและสินทรัพย์แนะนำ
ทั้งนี้ Krungthai CIO ยังให้น้ำหนักลงทุนในหุ้นกลุ่ม Technology และ Healthcare รวมถึงตลาดหุ้นญี่ปุ่นและจีน ขณะที่ REITs ไทยยังน่าสนใจจากอัตราปันผลระดับสูง ส่วนทองคำแนะนำให้ถือครองเพื่อกระจายความเสี่ยงของพอร์ต ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยต้องติดตามผลประกอบการ NVIDIA รายงานประชุม FED (FOMC Minutes) และ GDP ไตรมาส 1/2026 ของญี่ปุ่น รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของจีน เพื่อประเมินทิศทางสินทรัพย์เสี่ยงระยะถัดไป



