บีโอไอเผยผู้ประกอบการไทยกำลังหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ลงทุนพุ่ง 86% สูงกว่า 6.7 แสนล้านบาท
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับบทบาทของผู้ประกอบการไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเน้นย้ำว่าผู้ประกอบการไทยเป็นกำลังหลักควบคู่กับการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งในปี 2568 ตัวเลขการลงทุนจากบริษัทที่มีหุ้นไทยข้างมากสูงกว่า 6.7 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 86 สะท้อนศักยภาพและความสามารถในการปรับตัวสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ของภาคเอกชนไทย
ตัวเลขการลงทุนที่เติบโตอย่างน่าประทับใจ
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ในปี 2568 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบริษัทที่มีหุ้นไทยข้างมากจำนวน 1,170 โครงการ คิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 3 ของจำนวนโครงการที่ขอรับการส่งเสริมทั้งหมด มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 676,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 86 จากปีก่อนหน้า ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถด้านการลงทุนของภาคเอกชนไทยที่เติบโตอย่างต่อเนื่องและมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
กลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่ผู้ประกอบการไทยลงทุน
การลงทุนของผู้ประกอบการไทยกระจายตัวในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในสาขาที่มีศักยภาพสูง เช่น:
- กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและการขนส่ง มีเงินลงทุนรวม 195,899 ล้านบาท (98 โครงการ) ตัวอย่างโครงการใหญ่ เช่น การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมของกลุ่มอมตะและโรจนะ โครงการผลิตน้ำประปาและการขนส่งทางราง
- กลุ่มดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์ มีเงินลงทุนรวม 187,494 ล้านบาท (66 โครงการ) เน้นโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์และบริการคลาวด์ เพื่อรองรับเทคโนโลยี AI
- กลุ่มพลังงานสะอาด มีเงินลงทุนรวม 103,083 ล้านบาท (319 โครงการ) ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม
- กลุ่มโลหะ เคมีภัณฑ์และวัสดุก่อสร้าง มีเงินลงทุนรวม 91,433 ล้านบาท (160 โครงการ) รวมถึงโครงการผลิตโปแตซเซียมคลอไรด์และปูนซิเมนต์
- กลุ่มเกษตรและอาหาร มีเงินลงทุนรวม 45,383 ล้านบาท (243 โครงการ) เช่น โครงการผลิตซอสปรุงรสและอาหารแปรรูปแช่แข็ง
นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนในอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น ศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง การผลิตยาและสารสกัดจากสมุนไพร ชิ้นส่วนยานยนต์ และสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งสะท้อนพัฒนาการของธุรกิจไทยท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและความต้องการของตลาดโลกยุคใหม่
มาตรการสนับสนุนจากบีโอไอ
บีโอไอให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย โดยมีมาตรการสนับสนุนหลากหลาย เช่น การกำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 1 ล้านบาท และสำหรับ SMEs ไทย จะได้รับการผ่อนปรนเงินลงทุนขั้นต่ำเหลือเพียง 5 แสนบาท พร้อมอนุญาตให้ใช้เครื่องจักรใช้แล้วในประเทศบางส่วนเพื่อลดต้นทุน รวมถึงให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เช่น การเพิ่มวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็น 2 เท่าของโครงการทั่วไป
นอกจากมาตรการทางภาษีแล้ว บีโอไอยังใช้เครื่องมือด้านการเงินผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันฯ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ตัวอย่างเช่น มาตรการให้เงินอุดหนุนเพื่อพัฒนาบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ (Upskill & Reskill) โดยตั้งเป้าพัฒนาบุคลากร 1 แสนคน และมาตรการสนับสนุนการปรับปรุงประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ การวิจัยและพัฒนา และการปรับเปลี่ยนไปสู่ธุรกิจใหม่หรืออุตสาหกรรมสีเขียว โดยให้เงินสนับสนุนร้อยละ 30–50 ของเงินลงทุนจริง
วิสัยทัศน์สู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืน
นายนฤตม์ กล่าวว่า “บีโอไอให้ความสำคัญกับการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ควบคู่กับการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ รวมถึงการจัดกิจกรรมเชื่อมโยงซัพพลายเชน และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างนักลงทุนไทยและต่างชาติ เพราะเศรษฐกิจจะเติบโตอย่างยั่งยืนได้ต้องมีฐานผู้ประกอบการในประเทศที่เข้มแข็ง” ตัวเลขการลงทุนของบริษัทไทยที่เติบโตถึงร้อยละ 86 ในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมสีเขียว เป็นสัญญาณที่ดีที่สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพและพร้อมปรับตัวเพื่อก้าวสู่การแข่งขันในระดับโลก
ข้อมูลจากบีโอไอชี้ให้เห็นว่า ผู้ประกอบการไทยไม่เพียงแต่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่ยังมีบทบาทในการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว ผ่านการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์แนวโน้มโลก



