ฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) เปิดเผยว่า สินเชื่อสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ของไทยในปี 2568 มีแนวโน้มเติบโตต่ำ โดยคาดว่าอัตราการเติบโตจะอยู่ที่ระดับ 3-5% ซึ่งชะลอตัวลงจากปีก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ความต้องการสินเชื่อลดลง ขณะที่หนี้เสีย (NPL) ในกลุ่มเอสเอ็มอียังคงอยู่ในระดับสูง
ปัจจัยกดดันการเติบโตสินเชื่อเอสเอ็มอี
รายงานของฟิทช์ฯ ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2568 เผชิญกับความท้าทายหลายประการ เช่น กำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอ การส่งออกที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีชะลอการลงทุนและขยายธุรกิจ สินเชื่อจึงเติบโตได้จำกัด
หนี้เสียยังเป็นปัญหาใหญ่
นอกจากนี้ หนี้เสียของเอสเอ็มอียังคงเป็นปัญหาสำคัญที่ธนาคารพาณิชย์ต้องเผชิญ โดยฟิทช์ฯ คาดว่าสัดส่วนหนี้เสียจะยังทรงตัวในระดับสูง เนื่องจากความสามารถในการชำระหนี้ของเอสเอ็มอียังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดและภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
ธนาคารต้องปรับกลยุทธ์รับมือ
ฟิทช์ฯ ระบุว่า ธนาคารพาณิชย์ไทยจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอี โดยเน้นการคัดกรองคุณภาพลูกหนี้ที่เข้มงวดขึ้น และการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่ตอบโจทย์ความต้องการของเอสเอ็มอีในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล เช่น สินเชื่อสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ หรือสินเชื่อเพื่อการปรับตัวสู่เทคโนโลยี
โอกาสในความท้าทาย
อย่างไรก็ตาม ฟิทช์ฯ มองว่า ยังมีโอกาสสำหรับธนาคารที่สามารถปรับตัวได้รวดเร็ว โดยเฉพาะการให้บริการด้านการเงินแบบดิจิทัล (Digital Financial Services) ที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการให้สินเชื่อแก่เอสเอ็มอี ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อในระยะยาว
สรุปแล้ว สินเชื่อเอสเอ็มอีไทยในปี 2568 ยังเผชิญกับความท้าทายจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าและหนี้เสียสูง ธนาคารพาณิชย์จึงต้องปรับกลยุทธ์ทั้งในด้านการปล่อยสินเชื่อและการบริหารความเสี่ยง เพื่อรักษาคุณภาพสินทรัพย์และความสามารถในการทำกำไรท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ท้าทายนี้



